She Sounds the Smells, We sense Bitterness
1.
2-3 ปีก่อน ตอนยังตะเกียกตะกายดั้นด้นไปเรียนภาษาที่ 3, 4, 5
ระยะทางสั้นๆ ก่อนถึงโรงเรียนบังคับให้เราเดินผ่านปากคลองตลาดขนาดมินิ
ราวๆ 12.40-12.45 น. กับ 17.10-17.15 น. ระยะเวลารวมๆ 10 นาทีเท่านั้นเอง
แต่ก็พอจะให้เราได้เฉียดเข้าไปเมียงมองดอกไม้ก้านยาวที่แช่อยู่ในถังน้ำใบโตได้
มีแต่ดอกไม้ไม่คุ้นตา หรือที่พอคุ้นหน้าก็เรียกชื่อได้ไม่คุ้นปาก
บางดอกหน้าตาตลก เหมือนกระดิ่ง มารู้ทีหลังว่าเค้าเรียก ‘ดอกนมวัว’
มีดอกไฮเดรนเยีย ทั้งช่อสีม่วง ช่อสีฟ้า แบบที่เห็นบ่อยในการ์ตูน
เยอบีร่า เบญจมาศ กุหลาบ ลิลลี่ ทิวลิป ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ทั้งหมดเรียงกันสลอนราวเป็นดอกไม้โหลๆ ที่หาซื้อได้ง่ายยิ่งกว่ามะลิบานเสียอีก
(ตลกดีที่เดี๋ยวนี้เราเจอแต่มะลิตูมที่เตรียมไว้ร้อยมาลัย
มะลิไม่ค่อยมีโอกาสได้บาน
เหมือนไก่ที่เอาแต่ออกไข่ พอหมดภาระ ก็ถูกพาไปโรงฆ่าไก่ ยังไม่ทันได้ใช้ชีวิตอิสระเลย)
แต่ดอกไม้ชื่อฝรั่งพวกนั้น มีกลิ่นที่ไม่เข้ากับหน้าตาพวกมันเลย
ตอนที่พระเอกซื้อดอกไม้ให้นางเอก แล้วนางเอกรับช่อดอกไม้ไปสูดดม
เราสงสัยนักว่า มันหอมตรงไหนกันจ๊ะเธอ
(ส่วนนางเอกคนไหนที่รับไปแล้วบอกแค่ว่า สวยจัง ..ค่อยดูมีสติหน่อย)
แม้ยังไม่เน่า แต่ดอกไม้ที่เห็นผ่านทางพวกนั้นกลิ่นเหมือนๆ กันหมด
จนตอนนี้เรายังแยกไม่ออกว่า กลิ่นดอกลิลลี่หอมกว่ากลิ่นเยอบีร่ายังไง
เลยอดเข้าถึงกลิ่นกุหลาบหอมหวานที่มิสจูเลียตบอกว่า
“What’s in a name that which we call a rose
In any other name it would smell as sweet” ไปโดยปริยาย
2.
รสขม มักถูกกักไว้ให้เป็นรสชาติของผู้ใหญ่
กาแฟก็เข้าเค้า เหล้าเบียร์ก็ยิ่งใช่
ผู้ใหญ่มีต่อมรับรสความขมได้ดีเป็นพิเศษ
นิยายเรื่องไหนจบแบบชีช้ำจะจำไปได้จนถึงอีก 10 ปีข้างหน้า
หนังโศกสลดก็ถูกใจกว่าหนังรักปิ๊งปั๊งหวือหวา
เหมือนเราจะถูกออกแบบมาให้ชินชากับรสปร่าแปร่งจำพวกนี้
เราถูกสอนมาว่า การบริโภคอาหารรสเค็มหรือหวานเกินไปไม่ดีต่อสุขภาพ
แต่ยังไม่เคยมีสำนักไหนออกมาแถลงว่า
รสขมส่งผลร้ายแบบไหนบ้างต่อร่างกาย
(หรืออาจมีแต่ข้าพเจ้าไม่ทราบ)
ถ้าเสพติดรสขมเกินไป
ไม่แน่นะ ร่างกายเราอาจมีวิวัฒนาการที่ลึกล้ำไปกว่าการเป็นโรคไตหรือเบาหวาน
รสขมฝังลึกเหมือนแผลเป็น ยาลบรอยดำช่วยยาก
กลไลในตัวมนุษย์อาจต่อต้านให้สัมผัสรับรู้ผิดเพี้ยนไปหมด
อีกหน่อยเราอาจได้ยินกลิ่น ได้กลิ่นเสียง
ถึงตอนนั้น เราอาจพอแยกแยะเสียงของดอกไม้ต่างชนิดออกจากกันได้
3.
แต่ก่อนคุณป้าปลูกมะลิไว้ริมริ้วบ้าน
เคล็ดลับของดอกสวยคือ การรดน้ำโคนต้นด้วยเลือด
แม้แต่ดอกไม้ที่สีสะอาดขนาดนั้น ดูบริสุทธิ์ขนาดนั้น ยังโตมาด้วยคราบเลือดเลย
นับประสาอะไรกับมนุษย์ ไม่มีใครไม่เสพติดความเศร้า
เราต่างชอบบริโภครสขม ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งล่ะ
*ตั้งใจจะเขียนอะไรเกี่ยวกับกลิ่นและความขม
แต่มันดูพันกันไปพันกันมา ไม่เกี่ยวไม่โยงกันยังไงไม่รู้
เหมือนพักนี้ที่ตัวเราพูดจาไม่ค่อยรู้เรื่องสินะ -..-


หอมความขม
1. อยากจะเดินเล่นอย่างนั้นบ้าง
2. พี่คงเสพติดความขม ชอบกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล แต่กาแฟสด ไม่เอานะ พี่ว่า มันจะขมซ่อนเปรี้ยว
3. รดมะลิด้วยเลือด ยังไง ๆ บอกเค้าด้วย ไม่เห็นเคยรู้เลย
ปล. พูดเรื่องแยกแยะเสียงของดอกไม้ มีหนังสือมาแนะนำ “กุหลาบที่หายไป” ^^ มีอะไรที่คล้ายคลึงกัน
เคยอ่านหรือยังคะ มีให้ยืมเน้อ ^^
พี่เจี๊ยบ
กลิ่นขมๆ มันหอมเนอะ
พี่เอี้ยง
- เดินเล่นแบบนั้นก็ดีค่ะ แต่ขอเดินนานๆ ไม่ต้องไปเรียนได้มั้ย :D
- ตรงข้ามกับอ้อเลยพี่เอี้ยง อ้อชอบกาแฟหวานๆ ใส่นม ใส่ช็อคโกแลตเยอะๆ :3
- ก็รดด้วยเลือดเลยค่ะ เห็นคุณป้าเคยเอาเลือดหมูมารด แต่เห็๋นบางคนบอกว่า แค่พวกเปลือกหอย เศาอาหาร หรือของคาวๆ ก็ได้เหมือนกันค่ะ ไม่ต้องโหดเลือดสาดก็ได้
ยังไม่มีค่ะพี่เอี้ยง หน้าปกหวานจัง โปรยปกก็น่าสนใจ
อ้อใจอ่อนให้หนังสือแทบทุกเล่มที่โฆษณาว่าคล้าย เจ้าชายน้อย :D
ช่างสงสัยได้น่ารัก