lost.
1.
เธอไม่ใช่คนช่างพูดนัก
ยิ่งนานวัน เธอยิ่งพบว่าเธอชอบอยู่เงียบๆ คนเดียวมากกว่า
เธอเชื่อว่า ความเงียบทำให้คิดอะไรได้มาก
ความเงียบทำให้หูเป็นอิสระ
ความเงียบทำให้หัวใจเต้นช้า
เธอเชื่อว่า หัวใจยิ่งเต้นช้า ยิ่งเป็นเรื่องดี
ห้องปรับอากาศสี่เหลี่ยมจัตุรัสของเธอไม่มีหน้าต่าง
นกนอกห้องอยากส่งเสียงร้องเท่าใดก็ตามใส เธอไม่แยแส
ในห้องไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีวิทยุ ไม่มีเครื่องเล่นแผ่นเสียง
ผนังห้องยังเก็บเสียงได้ดีเป็นพิเศษ
ต่อให้ข้างห้องกลายเป็นสมรภูมิ ห้องของเธอก็ยังคงเงียบเชียบเหมือนอารามศักดิ์สิทธิ์
ทางออกเดียวที่มีคือประตูที่มักปิดมิดสนิท
จนเพื่อนบ้านข้างเคียงเข้าใจไปว่า ประตูห้องนี้ปิดตายไปนานแล้ว
ก่อนหน้านี้ เธอเคยมองหาเพื่อนคุยบ้างเหมือนกัน
ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เธอผิดหวัง
เพราะไม่มีเพื่อนคุยคนไหนที่สนใจเรื่องเดียวกับเธอชนิดครบถ้วนหมดมวล
คนที่เหมือนจะคุยกันได้มากที่สุด ก็ติดตรงที่รสนิยมเล็กๆ น้อยๆ ที่แตกต่างกัน
ในเมื่อจอภาพไม่ตรงกันแบบนี้ เธอคิดว่าคุยกันไปก็เปล่าประโยชน์
เหมือนน้ำส้มบรรจุกล่องที่หลอกว่า คั้นจากส้มสดแท้ 100%
ดูดไปก็เสียลิ้นเปล่าๆ
เธอรู้ดีว่า หัวใจของเธอฟีบเหี่ยวลงอย่างช้าๆ
เล็กลง และอ่อนปวกเปียก ยิ่งกว่าหัวใจของทารกที่เพิ่งเกิดใหม่
แข้งขาก็อ่อนเปลี้ย เพราะเอาแต่นั่งอุดอู้ ไม่ถูกใช้งานใดๆ
แต่เธอเลือกแล้วที่จะอยู่เงียบๆ คนเดียวอย่างปลอดภัย
ดีกว่าเอาตัวเองไปแขวนกับใครแล้วต้องผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ไม่เห็นน่าเสียดายเลยที่เป็นแบบนี้
เธอย้ำชัดๆ กับตัวเองอีกที
2.

บ่อยครั้งที่ตื่นขึ้นมากลางดึก แล้วรู้สึกว่าตัวเองเหมือน Bob Harris
จากนั้นเลยวางแผนในใจต่างๆ นานา ว่าเช้าถัดมาจะไปไหนดี
แล้วพอถามตัวเองว่าไปกับใคร
แผนการต่างๆ ก็จบลงแค่นั้น
เทศกาลและสัปดาห์ก่อนสิ้นปี มักทำให้คนอยู่คนเดียวกะปลกกะเปลี้ยแบบนี้เอง
เราชอบแฮะ,
เหมือนเด็กมุมห้อง… ที่แอบดูคนอื่นๆ สนุกกันดี
ตอนเขียนอันนี้ นึกถึงเรื่องสั้น ‘กำแพงเมืองชิน’ ของ ปราบดา หยุ่น เลยล่ะพี่น้อยหน่า
(ถ้าจำไม่ผิด) เหมือนตัวละครที่เล่าเรื่อง ก็ชินต่อการแอบฟังคนข้างห้องทำอะไรต่อมิอะไรจนถึงขั้นเสพติด
แล้วเด็กมุมห้อง ไม่อยากออกไปเล่นกับเพื่อนในห้องบ้างเหรอ
คงมีส่วนหนึ่งในตัวเราที่จะเป็นเด็กมุมห้องตลอดไปล่ะ
คิดถึงอ้ออ่ะ วันหลังว่างๆมาเจอกันเถ๊อะ
ถ้าเราจำคุณอุ้ย ก็แปลว่าต้องจำได้สิ :D
เนอะๆ ไว้วันหลังมานัดเจอกัน
ชอบ ๆ :)