:: mango

ดิบ.

Posted in diary by mangomoment on เมษายน 9, 2012

วันนี้ขอมาแบบดิบแท้ กลั่นจาก stream of consciousness อย่างไม่เสแสร้ง
ไม่ต้องมีสัญลักษณ์บ้าบอ ไม่ต้องมีอะไรใดๆ จรรโลงสวยงามอีกแล้ว

.

. ชีวิตช่วงนี้แม่งโคตรระทม
เหนื่อยเหลือเกินเวลาต้องอธิบายให้คนอื่นฟังว่าตอนนี้กำลังทำอะไร
ไม่ชอบสายตาที่มองมาแบบเห็นอกเห็นใจ

.

. เหนื่อยขั้นที่ 2 คือการต้องตอบคำถามว่า สมัครงานไปกี่ที่แล้ว สมัครที่ไหนไปบ้าง
เข้าใจน่าว่ามันเป็นคำถามแสดงความห่วงใย
แต่อย่าพูดได้มั้ยว่า ลองไปหางานสายอื่นบ้างมั้ย? ลองไปสมัครบริษัท XXX มั้ย?
อย่าเอาไปเทียบกับเพื่อนคนอื่นที่เงินเดือนสองหมื่นขึ้น
ไม่ต้องสนับสนุนก็ได้ แต่ขอเวลาพิสูจน์ตัวเองหน่อย
23 นี่มันยัง coming of age ได้อยู่มั้ยวะ

.

. ชอบความรู้สึกตอนไปเดินงานหนังสือครั้งนี้ที่สุดเลย
ได้เจอพี่ๆ ที่รู้จักที่บูธนู้นนี้
เป็นอารมณ์ปลาบปลื้มเหมือนดาราหน้าใหม่ได้เข้าวงการ
แต่พอจับความคิดนี้ของตัวเองได้ก็สะดุ้ง
นี่แกเพ้อฝันไปนะเว้ย แค่ทักทายคนรู้จัก แค่ทำงานยังไม่ถึง 2 ปีดี
นี่แกเหมารวมว่าตัวเองเป็นพวกเดียวกับพวกเค้าเลยเรอะ
งี่เง่าว่ะ.. เหมือนตอนที่ไปค่ายค่ายนึง แล้วเค้าให้ใส่เสื้อที่สกรีนตรงหน้าอกตัวเบ้อเร่อว่า ‘นักเขียน’
ห่านดิวะ แค่ผ่านเข้ามาอบรมในค่ายได้ ก็จะเป็น ‘นักเขียน’ แล้วเรอะ

.

. พอร์ตงานของเราแม่งต้องมีปัญหาแน่ๆ
ไอ้ไม่ถูกเรียกนี่พอเข้าใจได้
แต่เวลาถูกเรียก ไปสัมภาษณ์ แล้วผลสุดท้ายแล้วกลับไม่เอาเนี่ย
ขอเหอะ.. อย่าทำแบบนี้ไม่ว่ากับใครเข้าใจมั้ย
เรารู้ว่าคุณมีสิทธิ์เลือก
แต่เจออย่างนี้ติดต่อกัน มันทำให้ไปต่อไม่เป็นนะคุณ

.

. เหนื่อยกับการทำพอร์ตด้วย
ตอนนี้เรามีพอร์ตให้เลือก 9 รูปแบบ อนาคตคงมากกว่านั้น
ที่แรกๆ แม่งทำแบบตั้งใจโคตรๆ สะอาด สวยงาม อ่านง่าย
ที่หลังๆ นี่ตูไม่สนใจแล้ว ตูหว่าน ตูเหวี่ยงแล้ว
เออ.. แล้วแบบนี้ใครจะรับวะ

.

. ระบบเศรษฐกิจส่วนตัวฝืดเคืองสุดๆ
นี่ถ้าพ่อไม่ส่งเงินมาให้บ้าง ชีวิตล่มจมไปนานแล้ว
แต่ถึงยังงั้น วิญญาณนักช็อปก็ยังสิงอยู่นั่นแหละ
ซื้อเข้าไปสิ เสื้อผ้าน่ะ
จะกินอะไรก็ยังแอบดัดจริต วันไหนออกนอกบ้านนี่ เผลอใจให้ข้าวปลาอาหารจานละเกินร้อยทุกที
อู้ฟู่ดีนะแม่คุณ บางวันมีตบท้ายด้วยของหวานนานาชนิดอีก
เกลียดจริง วิญญาณทุนนิยม วัตถุนิยม ที่มันสิงอยู่ในตัวเราน่ะ

.

. งานที่มาช่วยเค้าทำอยู่ตอนนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายมาก
แต่พอรู้ว่า พอถึงสิ้นเดือนมันก็จะจบ
มันเจ็บ
เพราะไม่รู้จะรักไปทำไม จะทุ่มเทไปทำไม จะขยันไปเพื่อใคร
เกลียดเช้าวันจันทร์ถึงศุกร์ ไม่อยากลุก ไม่อยากแต่งตัว ไม่อยากไปนั่งแช่ก้น
จริงๆ แล้วเค้าคงต้องการหาคนมาช่วยแบ่งเบางานที่ล้นมือมากกว่า
ไม่ใช่ว่าเพราะเราก็เป็นอีกคนนึงที่ผ่านมาตรฐานเค้าหรอก
(แล้วไง สุดท้ายก็เป็นตัวสำรอง)

.

. เมื่อไหร่ชีวิตตูจะเลิกเป็นคนกลางๆ ซะทีวะ
ไปไม่สุด ความรู้ความสามารถก็ครึ่งๆ กลางๆ
พอมานั่งคิดว่า ถนัดอะไร
ช็อกสิวะ พอคิดได้ว่าสิ่งที่เราภูมิใจมากแล้ว มีคนอีกมากมายทำได้ดีกว่าเราโคตรๆ
แล้วไงต่อวะ? ไปให้สุด? ไปยังไง? ทางไหน?

.

. ปัญหาอื่นๆ ที่พบเวลาสมัครงานคือ ภาษาอังกฤษเห่ย
เวลาให้กรอกระดับ ดีมาก-ดี-พอใช้-เลว-เลวมาก นี่สร้างความสับสนให้ชีวิตสุดๆ
จะรู้ได้ไงว่าไม้บรรทัดของคุณกับเรามันอันเดียวกันรึเปล่า
ช่องความสามารถพิเศษนี่จริงๆ แล้วมันต้องกรอกอะไรวะ
ตอนตอบคำถามสัมภาษณ์ ช่วยบอกด้วยว่า คุณต้องการความจริงใจแค่ไหน
เราจะได้เลือกประดิษฐ์ถ้อยคำให้เหมาะสม

.

. เรียนต่อก็ไม่เอา หางานเป็นหลักเป็นแหล่งทำก็ไม่ได้
โอ๊ย ชีวิตตูเป็นอะไร มาเล่นตลก(ร้าย)ใส่เราทำไม
หรือจริงๆ แล้ว พระเจ้ากำลังบอกว่า แกไม่เหมาะกับงานสายนี้หรอก แกเลยตกงานซ้ำซ้อนแบบนี้ไง
หรือมันเป็นสัญญาณบ่งบอกให้ลุกไปทำอะไรสักอย่างวะ
ออกไปจากโลกเดิมๆ?
แม่ง ก็ไม่กล้าอีก แค่ไปเชียงใหม่คนเดียวยังนึกภาพไม่ออกเลย

.

. เป็นช่วงที่รู้สึกว่า ตัวเองมีเปอร์เซนต์จะฆ่าตัวตายสูงมาก
วันนึงตอนเดินลงสะพานลอย คิดไปว่า ถ้ากลิ้งตกลงไปก็สบายแล้ว
ดีที่กลัวเจ็บ กลัวไม่ตาย ยังกังวลอยู่ว่าใครจะมาสางงานที่เราทำค้างไว้
ยังไม่ได้ทำพินัยกรรมด้วย
อย่าเพิ่งตายเลย
(แต่พออยู่คนเดียวเงียบๆ ก็เผลอคิดขึ้นมาอีกบ้างเป็นพักๆ)

.

. เออ ยอมรับแบบโต้งๆ เลยว่า ตูก็อยากใช้นะไอโฟน แมคบุ๊คน่ะ
ที่ไม่ใช้ ไม่ใช่เพราะอินดี้ ไม่ตามกระแส ไม่ได้อยากยูนิค
ผีแอปเปิ้ลมันเข้าสิงคนเมืองทุกชีวิตแหละ
แต่เราหลอกตัวเองเก่งกว่าผีไง ซัมซุงโง่ๆ ก็ยังใช้การได้ โน้ตบุ๊คเครื่องเดิมก็ยังทำงานไม่มีที่ติ
แต่เวลาขึ้นรถไฟฟ้า นั่งรถตู้ แล้วเห็นพวกคุณหยิบขึ้นมาทาถูๆ น่ะ มันหวั่นไหวนะเว้ย
.

. กระจ้อยร่อย / จุดเล็กๆ / กลวง / โบ๋ / โง่ / ไม่เอาไหน / ไร้สาระ / เพ้อเจ้อ / เพ้อฝัน / งี่เง่า / ทุเรศ
ชุดคำที่เหมาะเจาะที่สุดสำหรับข้าพเจ้าในฤดูกาลนี้

.

. ไม่เคยไม่ชอบตัวเองมากเท่านี้มาก่อนเลย

Advertisements

9 Responses

Subscribe to comments with RSS.

  1. thanacreatis said, on เมษายน 9, 2012 at 4:50 am

    สงสัยต้องใช้ชีวิต medium rare
    มันคงเป็นชิ้นเนื้อที่ชุ่มฉ่ำพอดีๆ
    แต่ก็อย่างว่า พอดีๆ เป็นจุดที่กะวัดยากเหลือเกิน
    พ่อครัวที่รู้จัก moment นั้นคงต้องผ่านดิบผ่านไหม้มาไม่รู้กี่ชิ้นเนื้อแล้ว
    เปิดผัสสะรับรู้ทุกอย่างค้างไว้ก็คงพอมั้ง…
    ต้นไม้บางชนิดกว่าจะออกดอกให้ชม ออกผลให้กิน
    ใช้เวลานานกว่าต้นอื่นๆอีก
    แต่ใครบางคนก็ยอมเฝ้ารอ ทนปลูกมัน
    เราคงเป็นแค่เมล็ดที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นสายพันธุ์ไหน
    เป็นชิ้นเนื้อที่กำลังหาคำตอบให้ตัวเองว่าสุกกลางๆ คืออะไร
    อยากจะบอกว่า เราก็เป็น
    เอาดิบๆเลยนะ แค่อยากบอกคนอื่นว่า
    “รอไปก่อนเถอะ ถึงคราวกูบ้างนะมึง”
    ฮ่า ฮ่า

  2. Estrellita said, on เมษายน 9, 2012 at 12:33 pm

    เราชอบอ้อแบบนี้นะ
    ไม่ได้ชอบเห็นอ้อรู้สึกย่ำแย่แบบนี้
    แต่ชอบวิธีการระบายความรู้สึกออกมาตรงๆแบบนี้
    ถ้าเราเก็บไว้ หลอกตัวเองด้วยคำว่าไม่เป็นไร
    สุดท้าย ถึงจุดๆหนึ่ง เราคือคนที่เจ็บปวดที่สุด

    คำพูดเราคงไม่ช่วยอะไรหรอกใช่ไหม
    คำพูดใครๆก็คงไม่ช่วย
    ความสามารถในการฟื้นพลัง มาจากตัวเราเพียงคนเดียว
    เรารู้เราเข้าใจได้ด้วยตัวเองเพียงคนเดียว
    แต่ก็นั่นเอง เราก็ดีแต่พูด
    จนตอนนี้ เราก็ยังมองไม่เห็นคุณค่าของการดำรงอยู่ของเราเหมือนกัน
    แต่เราก็ไม่เคยปฏิเสธว่าเราทุกข์เศร้าสับสนหม่นหมอง
    การยอมรับตัวเองได้ การรู้ว่าเรารู้สึกต่ออะไรอย่างไรในตอนนี้
    อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ต้องการในที่สุดนะ

    เมื่อวานนี้เรานั่งอ่านไดอารี่เก่าอยู่หลายหน้า
    อ่านถึงหน้าหนึ่งที่เขียนไว้เกี่ยวกับนักเขียน
    อ้อมาคอมเมนต์ พูดถึงเรื่องค่ายนักเขียนที่หนุ่มเมืองจันท์เขียนไว้ในฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ
    หนุ่มเมืองจันทน์วานใครคนหนึ่งไปขอลายเซ็นเด็กๆค่ายไว้ พลางบอกว่า
    “ขอไว้ก่อน อีก 5 ปีขี้เกียจรอคิวยาว”
    ในวันนั้นอ้อบอกเราว่า ถ้าเส้นทางในการเป็นนักเขียน มีระยะทางอยู่ 10 ก้าว
    เราอาจจะเดินทางกันมาได้ 2 ก้าวกว่าๆแล้ว
    ส่วนระยะเวลาอีก 5 ปีหลังจากนั้น อาจเป็นการบ่มเพาะตัวเอง
    จนผ่านอีก 7 ก้าวกว่าๆที่เหลืออยู่นั้นก็ได้
    อ้อบอกเราว่า
    เพราะเชื่อว่าในระหว่าง 5 ปีนี้ เราจะสู้ ๆ และพยายามต่อไปจนถึงจุดหมาย

    ตอนนี้
    เราอยากเอาคำพูดของอ้อมาบอกอ้ออีกครั้ง
    เวลาในโลกแห่งการทำงานของเราเพิ่งเริ่มต้นแค่ 1 ปี
    มันน้อยเหลือเกิน เมื่อเทียบกับคนอื่นๆในวงการนี้ที่เขาประสบความสำเร็จ
    ยังมีเวลาให้ล้ม ให้สะดุด ให้หยุดถามตัวเองอีกตั้งหลายครั้งว่ามาถูกทางรึเปล่า
    ถ้าเราไม่ล้มเลย เราไม่มีทางเห็นหรอกว่าผืนดินที่อยู่ใต้เท้าเรา บนเส้นทางที่เราจะเดินนั้น
    มันมีลักษณะยังไง
    ล้มก่อน ทำให้เรารู้ก่อนนะ
    ว่าต่อจากนี้ควรจะเดินแบบไหนไม่ให้ต่อไปต้องสะดุดหิน
    ควรจะใส่รองเท้าแบบไหนไม่ให้ลื่นล้มอีก

    เรายังมีเวลากันอีกนาน
    แต่คงไม่นานเกินรอหรอก
    ในระหว่างหลายปีนี้ เราจะสู้ๆ และพยายามต่อไป
    สู้กับตัวเอง สู้กับสายตาคนอื่น
    ให้เห็นกับไปเลยว่าคนอย่างเราก็ทำได้

    วินทร์ เลียววารินทร์บอกว่า
    “หากมีคนเคยพิชิตยอดเขาสูงมาแล้วสักครั้งหนึ่ง
    หากมีคนเคยร่ำรวยมาแล้วสักครั้งหนึ่ง
    หากมีคนเคยสร้างสรรค์งานชิ้นเยี่ยมมาแล้วสักครั้งหนึ่ง
    หากมีคนเคยใช้กำลังใจฝ่าอุปสรรคใหญ่หลวงมาแล้วสักครั้งหนึ่ง
    หากมีคนเคยทำสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้มาแล้วสักครั้งหนึ่ง
    ย่อมพิสูจน์ว่าเราก็ทำได้เช่นกัน”

    สู้ๆ นะอ้อ
    เราเคยบอกอ้ออยู่เสมอว่า
    เวลาเรารู้สึกท้อแท้ ไม่มั่นใจต่อหนทางที่เลือก เราชอบคุยกับอ้อ
    เพราะอ้อเป็นคนที่มั่นคงที่สุดต่อหนทางที่เราเลือกจะเดินกันนี้
    อ้อบอกเราเสมอว่าอย่ากลัว อย่าสนใจ อย่าใส่ใจสายตาคนอื่น
    เราอยู่ในโลก อยู่ในแบบแผนชีวิตที่เราเลือกเอง
    เราก็ต้องเคารพการเลือกของเราเองนะ

  3. Jeabb said, on เมษายน 9, 2012 at 4:31 pm

    ดิบแล้วเดี๋ยวก็สุข
    พี่ผ่านมาก่อน และกำลังเผชิญมรสุมชีวิต และคำถามรุมเร้าจากรอบข้าง

    ไม่มั่นใจในความสามารถทั้งการคิด การเขียน และภาษา
    แค่อยากจะบอกว่าดีแล้วที่ระบายมันออกมา อย่าให้มั่งคั่งอยู่ข้างในใจ

    ชีวิตก็แค่ใช้มันไป
    มีเพื่อนที่เงินเดือนเป็นแสน ระดับหัวหน้า ระดับผู้จัดการ
    ทุกคนมีบ้าน มีรถ มีคอนโด มีโน่น นี่่ นั่นกันหมดแล้ว

    พี่มีแค่้เวลา
    นอกจากไร้ความสามารถแล้วยังขี้ขลาดอีกด้วย

    สถานภาพตอนนี้ คือ เศรษฐีหนี้

    เดี๋ยวน้องจะค่อยๆ จัดการกับความไม่ลงล็อคได้ในวันหนึ่ง…ข้างหน้า

  4. kaninnit said, on เมษายน 9, 2012 at 5:08 pm

    น้องอ้อ พี่ขอเอาใจช่วยนะครับ ชีวิตคนเราก็เป็นแบบนี้แหละ มีช่วงหดหู่ ผิดหวัง ไม่ได้ดั่งใจ ไม่ว่าใครก็ต้องเผชิญกับความทุกข์ใจทั้งนั้น ด้วยเหตุผลต่างๆ กันไป สุดท้ายมันก็อยู่ที่การ”วางใจ”ต่อปัญหานั้นนี่แหละ

    พี่เคยมีช่วงหนึ่งที่คิดว่าตัวเองทุกข์ใจมาก จนได้นัดเจอกับเพื่อนที่เป็นหมอผู้แสนร่ำรวย,ว่าที่ดร.ทุนรัฐบาลไทยนักเรียนนอก,วิศวะรัฐบาลญี่ปุ่นและได้งานทำที่โน่น ถึงได้รู้ว่า เพื่อนเราก็มีความทุกข์ในรูปแบบต่างๆ ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ถ้าเราเจอปัญหาแบบเค้าเผลอๆ อาจจะแย่กว่าของเราตอนนี้ก็ได้

    ดีแล้วล่ะที่ได้ระบายออกมา ให้น้ำตามันไหลขับความเศร้าออกไป หาเพื่อนที่สนิท ที่คุยด้วยได้ เมื่อระบายออกมาก็อย่าปล่อยตัวเองใจจมกับความทุกข์ใจให้มันเนิ่นนานนักนะ เพื่อนที่มีเอาไว้ใช้ยามเราทุกข์ใจแบบนี้แหละ :)

    บางที ช่วงนี้น้องอ้ออาจจะคิดถึงตัวเองมากเกินไป ลองหาโอกาสมองดูรอบๆ ข้างบ้างดู หากิจกรรมแปลกๆ ใหม่ๆ ให้ชีวิตดู จะเป็นอาสาสมัคร รับจ๊อบพิเศษอะไรก็ได้ หาอะไรทำ เราจะได้รู้สึกเราชีวิตเรายังมีค่าอีกนัก

    ขอให้ผ่านพ้นช่วงเวลาแบบนี้ไปให้ได้ และเรียนรู้จดจำช่วงเวลาตอนนี้ไว้ (อย่าคิดสั้นเด็ดขาดเชียวนะ!!!)

    สู้ๆ ครับ
    พี่ตู้

  5. kaninnit said, on เมษายน 9, 2012 at 5:24 pm

    ฝากเพลงไปให้ฟังเล่นนะ :)

    The Promise of the World (from Howl’s Moving Castle)

  6. noina said, on เมษายน 10, 2012 at 10:51 am

    หนูแมงโก้นี่น่ารัก, แบบดุนี้ก็ยังน่ารักไปอีกแบบ
    ดูจริงใจ ดิบเถื่อนดี

    1.
    สายตาเห็นอกเห็นใจ, อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ
    แต่กระทั่งพี่เอง ซึ่งเลือกที่จะเป็นคนทำงานอิสระ เลือกที่จะทำเอง
    ก็ยังได้รับสายตาเห็นอกเห็นใจแกมสมเพชอยู่ดี
    ซึ่งทำให้โมโหมาก,​เอ็งจะมาเห็นใจตูทำไม(วะ)?

    แต่นั่นก็คือคนนั่นแหละ,
    ซึ่งเลือกที่จะดูถูกคนอื่น, ซึ่งคิดไม่เหมือนตัวเอง

    2.
    อีกอย่างที่คนจะทำคือ,
    “เมื่อไล่ตามความฝันของตัวเองไม่ได้,
    ก็จะเหยียบของคนอื่นให้จมดิน”

    3.
    พี่เชื่อว่าคนเราจะ coming of age ตลอดนะ
    แต่พี่ก็เชื่อเหมือนกันว่า
    “คนเราไม่ได้เติบโตขึ้นเพื่อจะทุกข์ใจ
    แต่เติบโตขึ้นเพื่อจะเข้าใจ”

    บล็อคนี้พี่รวมลิงค์ไปหาบล็อคของพี่ปัน
    (ซึ่งเป็นคนที่พี่ชอบในความคิดและวิธีที่เขารับมือชีวิต, ชอบนิยายที่เขาเขียนด้วย)
    อยากให้หนูมะม่วงอ่านนะ
    http://bit.ly/HVvU40

    4.
    พอร์ต, แนะนำให้ทำอย่างที่หนูมะม่วงทำอยู่แล้ว
    เรียบ สวย สะอาด อ่าน ง่าย
    balance มันให้ถูก, ระหว่างความงามของพอร์ต
    กับความ practical

    practical ในที่นี้, หมายถึงว่า
    เราควรจะเอามันไปใช้ซ้ำได้อีกโดยเปลี่ยนแปลงแค่นิดหน่อย
    และทั้งหมดทั้งมวลต้องไม่ใช้เวลาและพลังงานมากเกินไป

    แน่นอน, พอร์ตงามย่อมดี
    แต่ของสวยงามนั้น บางทีก็เหมือนลิงได้แก้ว
    มันเป็นเรื่องจริงที่ HR (Human Resource) บางทีก็จะโยนพอร์ตและใบสมัครทิ้งไปเลยก็ไม่ได้อ่านด้วยซ้ำ
    (ของพี่ก็โดน, ไม่ใช่ไม่โดน)

    และงานที่พี่ได้มา, รวมถึงที่ทำอยู่ตอนนี้ด้วย
    คือมาจากพอร์ตตูดหมึกวีนเหวี่ยง, ฮา

    บางที, ตั้งใจเกินไป มันก็ไม่ได้ได้อะไรกลับมาอย่างที่คิด

    ถ้าอยากสมัครงานแล้วให้ได้งาน
    (อย่างน้อยก็เข้าถึงรอบสัมภาษณ์)
    เดินเข้าไปสมัครพร้อมพอร์ตที่บริษัทนั้นๆ เลย

    วิธีนี้ HR ต้องให้เรากรอกแบบฟอร์มต่างๆ นานา
    และเขาจะเขวี้ยงพอร์ตเราทิ้งขยะไม่ได้

    5.
    it’s not how many people you know
    it’s who you know

    connection, สำคัญเท่าหรือมากกว่าพอร์ต
    ถ้ามีคนแนะนำให้, เรามีโอกาสได้งานนั้นๆ มากขึ้นเกือบสามเท่าของการสมัครตามปกติ

    6.
    เวลาตอบคำถามในใบสมัคร,
    หรือตอบคำถามสัมภาษณ์

    ถามเขาไปเลย, “คุณต้องการความจริงใจแค่ไหน?”

    การไปทำตัวตามที่คิดว่าเขาจะชอบ
    เหนื่อยเราเองเปล่าๆ

    ถ้าเขาจะจ้างเรา,
    เขาควรจะจ้างเราอย่างที่เราเป็น

    ไม่งั้นก็เสียเวลาเสียพลังงานกันทั้งคู่

    7.
    เรื่องการบริหารเงิน
    เป็นบอสใหญ่ที่เราต้องตีกับมันเพื่อข้ามเลเวลไปเหมือนกัน

    มีชีวิตกับทุนนิยมต้องจำไว้
    อย่าให้มันเป็นนายเรา
    และอย่าเป็นหนี้ใคร

    8.
    พี่เพิ่งเปลี่ยนมาใช้ไอโฟนตอนที่ได้งานที่ภูเก็ตนี้เอง
    (เกือบปีแล้วสินะ)

    ก่อนหน้านี้ใช้ LG ฝาพับน่ารักอาโนเนะ

    ได้ไอโฟนมาแล้ว
    มันก็สนุกดีอยู่หรอก
    แต่รู้สึกโรคจิตมากกว่า
    รู้สึกเหมือนมีสายรกต่อตัวเองเข้ากับ social network ตลอดเวลา

    เดี๋ยวนี้สมาธิสั้น, เช็คมือถือบ่อยมาก
    จนวันหยุดต้องบังคับตัวเองให้ปิดอีเมลไปเลย
    ไม่งั้นเหมือนคนเป็นโรคประสาท

    นี่ก็เหมือนกัน, พี่กำลังพยายามเป็นนายของมันอยูู่

    ความจริง, ไอโฟน ไออะไรทั้งหลายเนี่ย
    สุดท้ายมันก็เป็นแค่อิมเมจ
    เพราะความที่ต้องดูแล social media ให้กับโรงแรม
    พี่ก็เลยต้องใช้, เพราะคน expect ให้คนที่ทำงานแบบนี้ต้องใช้
    เหมือนที่ว่าคน expect ให้ช่างภาพ “มืออาชีพ” ต้องใช้กล้องตัวควายๆ เท่านั้น
    นึกออกป้ะ
    มันเป็น expectation ของภาพลักษณ์, ที่มากับอาชีพ

    (แต่กำลังคิดจะเปลี่ยนกลับไปใช้โนเกียขาวดำแล้ว
    เพื่อจะกวนตีนเจ้านายว่า, ก็กูไม่เห็นอีเมล
    ก็มือถือกูเช็คไม่ได้, มีปัญหาอะไรมั้ย?)

  7. mangomoment said, on เมษายน 13, 2012 at 3:45 pm

    พี่แบงก์,
    วิธีให้กำลังใจแบบเท่ๆ นี่ต้องพี่แบงก์คนเดียวเลยนะ :D
    เราชอบเนื้อย่างแบบ medium rare ที่สุดเลย แต่เราไม่เคยเจอร้านไหนที่ย่างได้ถึงจุด medium rare ที่อร่อยที่สุดซะที
    (หรือเพราะไปกินแต่สเต็กร้านต๊อกต๋อยรึเปล่าก็ไม่รู้)
    อื้มม.. รอไว้ก่อนนะ รอให้เจอร้านที่ย่างเนื้อได้ถูกใจเราก่อน
    รอไว้ก่อนนะ คราวหน้าคงถึงคราวของเราบ้างแล้วล่ะ!

    น้องหวาย,
    โอ๊ย นี่มันซุปเปอร์ข้อความจากหวายเลย 555
    มีการเอาคำพูดเรามารีรันด้วย 555
    ขอบคุณนะหวาย เหมือนเปิดทีวีแล้วเจอละครย้อนหลังเรื่องที่ชอบเลย :)
    ตอนนี้เรายังไม่โอเค (เหมือนที่เราก็รู้สึกว่าหวายก็ยังไม่โอเค)
    แต่เราจะทำอะไรได้ล่ะ นอกเสียจากเคารพตัวเองให้มากกว่านี้ เชื่อมั่นในทางที่เลือกให้มากกว่านี้
    เราเคยบอกว่า ถ้าหวายยังอยู่ทางนี้ เราก็จะยังอยู่ต่อไปเหมือนกัน
    ตอนนี้เราก็ยังยืนยันคำพูดนั้น
    เราจะเป็นกำลังใจให้กันและกันนะ ฮิ้วววว! :D

    พี่เจี๊ยบ,
    หรือจริงๆ แล้ว ความขาด– ขาดความมั่นใจ ขาดสภาพคล่องทางการเงิน มันจะเป็นความสมบูรณ์รูปแบบนึงนะ
    สมบูรณ์ด้วยวิธีที่หันไปพบว่า เราไม่ได้เป็นแบบนี้คนเดียว เรามีเพื่อนร่วมทาง
    ไม่ต้องมีจุดหมายก็ได้ แค่ต้องพอใจและอยู่กับสภาพนี้ให้ได้
    โอเค, หนูเชื่อพี่นะ หนูจะเรียนรู้ทักษะการจัดการความขาดให้ถนัดขึ้น :]

    พี่ตู้,
    จริงด้วยค่ะ ช่วงนี้อ้ออยู่คนเดียวเยอะเกินไป
    พอไม่ได้เรียน ไม่ได้เจอเพื่อนแล้ว มันดูโหวงเหวงยังไงก็ไม่รู้ (แปลกดีที่เพื่อนร่วมงานก็ทดแทนไม่ได้)
    แต่เราก็ไม่ใช่คนแรกที่เจอเรื่องแบบนี้นี่เนอะ
    มันเป็นจุดที่เราต้องผ่าน แล้วก็มีหลายคนผ่านไปแล้วอย่างปลอดภัย
    ขอบคุณพี่ตู้มากนะคะ เป็นแบบนี้ทีไร พี่ตู้ให้กำลังใจตลอดเลย :D

  8. mangomoment said, on เมษายน 13, 2012 at 4:04 pm

    พี่น้อยหน่า,
    ตอนนี้อ้อหยุดการสมัครงานไปเลย เหมือนเราไม่เชื่อแล้วว่า วิธีแบบนี้มันจะทำให้ได้งานจริง
    ช่วงนี้ขอเสริมสร้างพลังใจก่อน ไว้จะลองยื่นที่ใหม่ๆ ไปอีกรอบ
    จะทำพอร์ตตูดหมึกเหมือนพี่น้อยหน่าด้วย 555
    อืม… ถ้าเราไม่เกิดยุคทุนนิยม เราก็คงทำตัวมีปัญหากับยุคอื่นๆ ได้อยู่ดี
    แต่อย่าไปกวนเจ้านายแบบนั้นเลยนะคะ หวั่นใจแทนค่า :D

  9. noina said, on เมษายน 13, 2012 at 5:07 pm

    พี่ว่าก็ทั้งใช่และไม่ใช่นะ :] แต่การสมัครงานเป็นเรื่องตลก, อะไรที่อยากได้มากๆ มักไม่ได้
    ส่วนอะไรที่ไม่ได้สนใจนัก, มักได้

    งานที่พี่ได้มา, มีแต่เจอคนสัมภาษณ์แล้วถูกชะตากัน
    บางทีที่เจอคนสัมภาษณ์ไม่ถูกชะตา, ส่วนใหญ่มักไม่ได้
    ถึงได้, ก็เป็นงานที่ทำแล้วไม่มีความสุข

    พี่ถึงได้เชื่อไงว่า, ถ้าเขาจะจ้างเรา
    เขาควรจะจ้างเราอย่างที่เราเป็น
    และการพยายามทำตัวเป็นอย่างอื่น
    เป็นเรื่องเหนื่อยใจเปล่าๆ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: