:: mango

Of Folk and Friends

Posted in waltz & world by mangomoment on มิถุนายน 28, 2012

คอลัมน์ In Relationship
ตีพิมพ์ในนิตยสาร WALTZ ฉบับที่ 5 (ฉบับในฝัน)

Of Folk and Friends

เพลงพื้นบ้าน จำอวดหน้าม่าน และสามสหาย
.

ทุกบ่ายวันเสาร์ ในช่วง จำอวดหน้าม่าน ของรายการคุณพระช่วย เราจะได้ฟังเพลงฉ่อยที่มีเนื้อเรื่องและจังหวะสนุกสนานจากน้าโย่ง น้าพวง น้านงค์ เพลงฉ่อยที่คุณน้าทั้งสามคนร้อง ไม่เหมือนเพลงฉ่อยในรูปแบบเดิมที่มีการแก้ไปมาระหว่างชายหญิง หากแต่เป็นเพลงฉ่อยที่ถูกนำมาทำให้ทันสมัย บ้างก็นำประเด็นที่เป็นที่กล่าวถึงในสังคมมาร้อง บ้างก็นำบางตอนจากตำนานและวรรณคดีมาเล่า แต่ไม่ว่าพวกเขาจะร้องในหัวข้อใด ก็เรียกเสียงหัวเราะและความประทับใจจากผู้ชมได้ทุกครั้ง
.

1.

“โอ๊ย ต้องเล่ากันย้าวววว” ทั้งน้าโย่ง น้าพวง และน้านงค์พร้อมใจกันลากเสียงยาว เมื่อถูกขอให้เล่าถึงที่มาที่ไปของจำอวดหน้าม่าน

“เรา 3 คนเล่นลิเกด้วยกัน เป็นเพื่อนกันมานานแล้ว ตั้งแต่ก่อนเข้าวงการตลก” น้าโย่งเล่า “จนน้าโย่งมาตั้งคณะ เราก็จับทางกันได้ว่าเรามาทางไทยๆ ทั้งสามคนเลยนะ เลยลองสอดแทรกเพลงฉ่อยเข้าไปเวลาเราเล่นตลกด้วย แต่คนดูไม่รู้หรอก เขารู้แค่ว่าเราร้องเพลง แต่ไม่รู้ว่าเพลงที่ร้องเรียกว่า ฉ่อย

“จนกระทั่งมาทำคอนเสิร์ตของรายการคุณพระช่วย ทีมงานเห็นเราถนัดด้านนี้ จึงเชิญเรามาแสดงคั่นช่วงก่อนพักเวทีที่ต้องปิดม่าน เราเลยได้ชื่อว่า ‘จำอวดหน้าม่าน’ หลังจากนั้นทีมงานก็ขอให้เรามาประจำรายการ น้าโย่งรีบบอกเลยว่า นี่แหละคือสิ่งที่เราอยากทำมานาน เราดีใจที่ได้นำเสนอสิ่งที่เราอยากรักษาไว้ ตั้งแต่นั้นมาเลยไม่ต้องแทรกเพลงฉ่อยตอนเล่นตลกแล้ว นำเสนอแบบชัดเจนได้เลย”
.
.
2.

ความลื่นไหลบวกกับการรับ-ส่งมุกตลกและเนื้อร้องที่แสดงถึงความเข้าขากันดี ชวนให้มั่นใจว่า คุณน้าทั้งสามท่านต้องสนิทสนมกันอย่างมากเป็นแน่แท้ จึงมีจังหวะที่สอดคล้องกันได้ถึงเพียงนี้

แต่น้านงค์กลับว่า “เราเข้าใจกันมากกว่า คนร้องเพลงฉ่อยด้วยกัน ต้องคุยกันว่าจะร้องไปในทิศทางไหน ถ้าต่างคนต่างร้อง ต่างแย่งกันเด่นก็ไม่สนุก เรา 3 คนรู้ทางกันแล้ว ถ้าน้าโย่งพูดแบบนี้ น้าพวงรู้เลยว่าน้าโย่งคิดอะไร น้าพวงพูดปุ๊บ น้านงค์รู้แล้วว่าจะรับยังไง แต่ถ้าไม่ใช่คนคุ้นเคยเล่น คนนี้ส่งมา อีกคนอาจจะขวางก็ได้”

“เพราะฉะนั้นสนิทก็จำเป็น แต่ไม่สนิทก็ไม่เป็นไร” น้าพวงกล่าวตบในจังหวะเหมาะ ราวกับรู้ใจน้านงค์เป็นอย่างดี “ใน 3 คนนี้ ถ้าขาดคนใดคนหนึ่งไป เหลือแค่คนเดียวก็ยังฉ่อยได้นะ แต่ความสนุกอาจน้อยลง ถ้าไม่ได้คนรับ-คนโต้คนเดิม”

ส่วนน้าโย่งก็กล่าวเสริมอย่างไม่รีรอให้จังหวะถูกทิ้งช่วง

“ส่วนเรื่องที่จะร้อง ต้องดูว่าเราไปร้องที่งานไหน งานวัดหรืองานโรงแรม งานอีเว้นต์สินค้าอะไร เหมือนทหารออกรบน่ะ ต้องเตรียมเสบียง เตรียมอาวุธไว้ก่อน แต่ใน 3 คนนี้ ถ้ามีอะไรผิดพลาด เราด้นกันเองได้หมด แต่เราต้องกำหนดทิศทางไว้ก่อนนะ เพราะพอขึ้นเวที เราอาจทำให้ผู้ชมสนุกด้วยออกจากเส้นทาง แต่ต้องวกกลับมายังมุกที่เตรียมไว้ให้ได้”
.
.
3.

เพลงฉ่อยก็เผชิญปัญหาเช่นเดียวกับศิลปะพื้นบ้านรูปแบบอื่นๆ ที่หยัดยืนอยู่ด้วยลมหายใจรวยริน ความตั้งใจในการร้องเพลงฉ่อยที่มีมาแต่เดิมของคุณน้าทั้งสาม จึงเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะอนุรักษ์ สืบทอด และส่งต่อให้แก่คนรุ่นหลัง

“เราเสียดายว่าหลายอย่างที่มีคุณค่าจะหายไป เลยอยากเก็บไว้ อยากถ่ายทอดต่อ” น้าโย่งเอ่ย ส่วนน้าพวงและน้านงค์ต่างพยักหน้าแสดงความเห็นคล้อยตามกัน

“น้าโย่งฝึกเพลงฉ่อยจากป้านกหวีด ซึ่งตอนนั้นความนิยมของการแสดงเพลงฉ่อยก็เริ่มเป็นขาลง ไม่ค่อยมีคนจ้าง เหมือนเราคว้ามันไว้ได้หวุดหวิด เลยอยากทำให้เด็กรู้จักเพลงฉ่อย เพราะมันเป็นสมบัติและเป็นศิลปะของไทยเลยนะ ตอนนี้ก็เริ่มเห็นผลบ้างแล้ว อย่างเวลาไปที่ไหนๆ ก็มีคนเข้ามาขอบคุณ เข้ามาบอกว่าชอบการแสดงของเรา นักเรียนนักศึกษาก็เอาไปร้องเล่นกัน เราก็ดีใจที่มีคนตอบรับ ดีใจที่เพลงฉ่อยกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

“แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราก็ไม่อยากให้เพลงฉ่อยขึ้นอยู่กับเราแค่ 3 คนหรอก ถ้าให้เราเผยแพร่ เราก็ไปได้แค่วันละที่เท่านั้น อยากให้คนหันมาเห็นมากกว่าว่า กลุ่มที่ร้องเพลงฉ่อยยังมีอีกหลายที่ ที่สุพรรณ หนองจอก แปดริ้ว ก็ยังมี แต่ไม่ได้รับการกระตุ้น”

น้านงค์เสนอว่า “น่าจะมีข้อกำหนดว่า ถ้าจัดงานวัดประจำจังหวัด จะต้องมีเพลงฉ่อย เพลงลำตัด หรือเพลงพื้นบ้านอื่นๆ นอกเหนือจากลิเกเข้าไปอยู่ในงานด้วย ถ้าเอื้อให้แบบนี้ ศิลปะก็ไม่หาย คนที่เห็นว่าคนร้องเพลงฉ่อยก็มีงานทำนะ เค้าก็จะอยากหัดเพลงฉ่อย ถ้าไม่นับพวกเรา ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้คนร้องเพลงฉ่อยต้องไปหากินตรงไหน”

“ตอนนี้เราคงร้องต่อไปเรื่อยๆ ไม่รู้หรอกว่าความนิยมจะยาวนานแค่ไหน หรือจะมีคนสืบทอดต่อไปหรือเปล่า แต่เชื่อว่าก็คงมีคนอยากรักษาไว้บ้าง เพราะเราเองก็ได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อหวังเต๊ะ แม่ศรีนวล ครูเพลงด้านการแสดงฉ่อยมาเหมือนกัน” น้าโย่งกล่าวปิดท้ายความหวัง

Advertisements

มีการตอบกลับหนึ่งครั้ง

Subscribe to comments with RSS.

  1. mangomoment said, on มิถุนายน 28, 2012 at 3:50 pm

    เห็นข่าวพ่อหวังเต๊ะเสียชีวิตเลยนึกถึงตอนที่ได้ไปคุยกับน้าโย่ง น้าพวง น้านงค์ ขึ้นมา
    คนเล็กๆ มักจะเป็นอย่างนี้เสมอ ช่วงชีวิตอันยืดยาวจะถูกย่นย่อเหลือแค่ไม่กี่บรรทัดเท่านั้นเอง

    สิ่งที่น่าตระหนกอีกอย่างคือ เราทำบทสัมภาษณ์ชุ่ยพอดู
    ใกล้ปิดเล่มเมื่อไหร่ จะเป็นบทความแบบเอาคำพูดมาแปะๆ ทุกที
    น่าตี!

    ปล. เดือนนี้เป็นเทศกาลขายของเก่ากิน


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: