:: mango

10th world film bkk 2012

Posted in film by mangomoment on พฤศจิกายน 26, 2012

เห็นคนอื่นเขียนถึงกันอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน เลยใจแป้วไม่ค่อยอยากเขียนเท่าไหร่
แต่คิดว่า ลงในนี้มันไม่ค่อยมีคนมาอ่านอยู่แล้ว เลยรู้สึกปลอดภัยนิดนึง 555
มีแต่ความรู้สึกชอบ/ไม่ชอบล้วนๆ หาสาระไม่ค่อยได้นะจ๊ะ
.


Colors in the Dark
(Sophie Heldman, Germany) A-
บ้านที่ Fred กับ Anita อยู่ มองปราดเดียวก็เดียวรู้ว่า นี่มันบ้านในฝันของทุกคนชัดๆ
สวนใหญ่ๆ หน้าต่างบานกว้างมองเห็นสวน มีห้องครัว ห้องนอนแบบที่นิตยสารตกแต่งบ้านเห็นแล้วต้องขอเอาไปลงแน่ๆ
แต่หนังก็ตบหน้าเราด้วยการบอกว่า Fred แอบไปซื้ออพาร์ตเมนต์ไว้ห้องนึง ส่วน Anita ก็ประชดทำตาม
บ้านสวยๆ ที่เห็นทีแรกถูกรูดม่านปิดเป็นบ้านมืดๆ ทั้งคู่เลือกไปอยู่ในห้องเล็กๆ ใช้ชีวิตโดดเดี่ยว
(ควรดูเรื่องนี้ควบกับ way ฉบับ high living :D)
ส่วนฉากที่ชอบมากคือตอนที่ทั้งคู่เตรียมกระบอกฉีดอินซูลินให้กัน ความโรแมนติกวัยชรา มันก็ต้องประมาณนี้ล่ะนะ
.
.


Holy Motors
(Leos Carax, France) A++++++
นี่กินอะไรเข้าไปถึงทำหนังแบบนี้ออกมาได้
ไม่ต้องคาดหวังอะไรกับหนังเรื่องนี้เลย เพราะมันเหนือความคาดหมายทุกอย่าง จนไม่คิดว่าหนังจะไปได้ขนาดนั้น
แทบจะกรี๊ดให้ทุกครั้งที่ M. Oscar เปิดประตูรถลิมูซีนลงมา
(โดยเฉพาะบทคนท่อตาเป็นต้อตามในรูปนี่แหละที่คุณพี่เล่นแบบไม่สนใจสิ่งใดในโลกหล้าอีกแล้ว)
แต่ละงานที่ Oscar ต้องทำมันชวนเหวอทั้งนั้น สงสัยว่าคนประเภทไหนจ้างมาให้ทำ
แถมส่วนใหญ่ยังงานเชิงเกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์/การคลี่คลายความสัมพันธ์อีก
แล้วก็ชอบที่หนังมันเอาความเป็นหนัง/การแสดงมาเล่นล้อในหนังอีกที
เพลง Who Were We? มันเลยโผล่มาเหมาะเหม็งว่า จริงๆ แล้วเราก็ต่างกำลังแสดงกันอยู่รึเปล่า
q&a หลังหนังจบ มีคนดูคนนึงบอกว่า ขอบคุณที่ทำหนังแบบนี้ขึ้นมา
ส่วนคุณผกก. ก็มีประโยคคมคายบอกอีกว่า
”I don’t want to make new films as the same person, I need to reinvent myself.”
ถือว่าฟินกันไปตามระเบียบ

.


Parts Of The Heart
(Paul Agusta, Indonesia) B+
มันคือจิ๊กซอว์ชีวิตรัก 8 ชิ้นของคุณผู้กำกับ ตั้งแต่ 10 ขวบยันอายุ 40 ปี
ถ้าจะจัดกลุ่มให้เป็นหนังเกย์ เราคิดว่า มันเป็นหนังที่นำเสนอภาพเกย์ได้น่ารักดี
อย่างในตอน The Game Kiss ที่เล่นเกมเพลย์แล้วจุ๊บกัน (คือ วิธีจุ๊บน่ารักดี จนอธิบายไม่ถูก แล้วก็เขินเกินจะเขียนอ่ะนะ)
ตอน The Couch and the Cat ที่นั่งคุยกันบนโซฟา มีแมวคั่นกลาง แล้วก็ไปรื้อตู้หยิบเสื้อกันหนาวมาให้
แต่มันก็มีบางตอนที่รู้สึกว่า ฟูมฟายเยอะไปหน่อย
สิ่งที่ชอบที่สุดอีกอย่างคือ เพลงประกอบเรื่อง ดูดีมีสไตล์ รวมเป็นเพลงอินดี้ได้ 1 อัลบั้ม :D

.


Under Snow
(Ulrike Ottinger, Germany) A+++
ทีแรกตั้งใจจะดู Bad Intention แต่เหมือนฟิล์มมีปัญหา เลยเปลี่ยนใจมาดูเรื่องนี้แบบไม่รู้เหนือรู้ใต้อะไรทั้งสิ้น
เปิดมาช่วงแรกหิมะขาวโพลนเต็มจอ มันขาวโพลนแบบสวยสงบนิ่งมากจนไม่คิดว่า ป่ามันจะปุกปุยได้ขนาดนี้
ถัดมาเป็นฉากคนในครัวง่วนเตรียมอาหาร จัดเทมปุระลงถาดสวยงาม
ถัดมา มีสาวหมวยหัวโทรมนั่งคีบกินนู่นนั่น ซึ่งทุกอย่างในสำรับดูดีสุดๆ (มั่นใจว่าออกจากโรงนี่ต้องกินอาหารญี่ปุ่นแน่ๆ :D)
ถัดมา ความเพี้ยนเริ่มปรากฎ มีผู้หญิงมาดีดเครื่องดนตรีตะแน้วๆ
มีคู่รักคู่นึงป้ะกัน หน้าขาวเป็นละครคาบูกิทั้งคู่ แถมฝ่ายหญิงเป็นวิญญาณหมาป่าตั้งแต่ยุคเอโดะอีกตะหาก
เอาแล้ว.. เริ่มสับสนสิ ทีแรกมั่นใจมากว่ามันคือสารคดี (ฟังจากเสียงพากย์) แต่นี่มันมีเนื้อเรื่องแล้วนิ
ถัดจากนั้นมันก็ป่วงไปเรื่อยๆ มีสามสาวนักดนตรีตาบอด ที่ชวนให้นึกถึงแกงค์สาวนักดนตรีใน Kill Bill ภาคแรกได้ไงไม่รู้
มีพิธีกรรมมากมายที่เราไม่อาจวางใจได้เลยว่า บ้านนอกญี่ปุ่นมันมีพิธียังงี้จริงๆ หรือประดิษฐ์ขึ้นเฉพาะใส่ในหนังกันแน่
เหวอสุดที่ถ้ำอะไรก็ไม่รู้ตอนท้าย มีตัวละครเกาะผนังถ้ำเต็มไปหมด ทั้งคอทั้งตาก็เหมือนจะหมุนได้ 360 องศา
ถึงมันจะเพี้ยนมาไกลขนาดนี้ แต่อาจเพราะความรู้สึก ‘อะไรวะๆๆๆ’ ตลอดเวลาที่ดู เลยทำให้กลายเป็นชอบซะงั้น
ยังไงก็ตาม หิมะในหนังเรื่องนี้สวยสุดใจ
แม้ไม่เคยเห็นหิมะ แต่มั่นใจว่า ของจริงก็ไม่มีวันสวยเท่าในเรื่องนี้แน่ๆ

.


Win/ Win
(Jaap Van Heusden, Netherlands) A-
ความสำเร็จชั่วข้ามคืนทำให้ Ivan เป็นดาว จีบสาวติด ชีวิตดีขึ้นทันตาเห็น
แต่การฆ่าตัวตายของเพื่อนร่วมงานที่การงานล้มเหลว กับหนูที่ขึ้นมาทำรังในคอนโดชั้นสูงๆ
กลับทำให้ Ivan เริ่มไม่พอใจตัวเอง/ตั้งคำถามบางอย่าง
โดนใจจังๆ คือตอนที่ Ivan ถอดรองเท้าถุงเท้าเดินกลับบ้าน อาบน้ำแต่ก็ยังรู้สึกไม่สะอาดพอ
เลยรื้ออุปกรณ์ทำความสะอาดทุกอย่างที่มีในห้องมาขัดสีฉวีวรรณตัวเอง
กับเรื่องเล่าของ Deniz ที่บอกว่า มีนายพรานคนนึงจับนกกระเรียนมาได้ แต่เอามาตัดขา
แล้วนายพรานคนนั้นก็บอกว่า ‘ทีนี้แกก็เป็นนกแล้ว’
หนังตั้งใจต่อต้านทุนนิยมแบบไม่อ้อมค้อม เลยทำให้พล็อตมันเฝือๆ เกินไป
แต่ความชอบที่พุ่งขึ้นมาได้ ก็เพราะช่วงลาดตรงหน้าผาก Ivan เหมือนของเธออย่างไม่น่าเชื่อ
(เห็นมั้ย ลำเอียงล้วนๆ เลย)

.


The Lovers on the Bridge
(Leos Carax, France) A++  
เธอเป็นจิตรกร เขาตกหลุมรักเธอ พวกเขาดื่มไวน์กัน พากเขาเต้นรำกันท่ามกลางแสงไฟจากพลุเฉลิมฉลอง
มันเป็น fairy tale ของคนไร้บ้าน เจ้าหญิงเลยใกล้ตาบอด เจ้าชายเลยขากะเผลก และมอมแมมเหมือนกันทั้งคู่
มันไม่โรแมนติก แต่เราว่ามันก็เป็นหนังรักรสแปลก
‘love need a room, not sidewalk’ คนชราไร้บ้านที่รับบทเป็นเหมือน old wise man บอกกับเราแบบนั้น
วิธีที่ Alex (Denis Lavant เจ้าเดียวกับ Holy Motors นั่นแหละ) ดิ้นรนให้ได้ความรักมาเลยไม่ต่างจากหมาจนตรอก
ที่กระเสือกกระสนทุกวิถีทางให้ผู้หญิงที่รักยังอยู่ข้างๆ แม้ว่าจะต้องเสี่ยงกับอะไรก็ตาม
ชอบปารีสในเรื่องนี้ดูเส็งเคร็ง โสมม ผิดกับภาพปารีสจากหนังหลายๆ เรื่องที่เคยดู

.


You are the Apple of My Eye
(Giddens Ko, Taiwan) A-/B+
ใสกิ๊งเลย ทั้งเรื่อง ทั้งหน้าพระเอกนางเอก :D
ว่าจะไม่ชอบแล้วเชียว แต่พอมาถึงตอนที่แหงนหน้ามองดาว แล้วพูดถึงเรื่องจักรวาลคู่ขนานนี่มันปักใจจริงจัง
ถึงมันจะเป็นหนังเพ้อๆ ใสๆ เหมือนอ่านการ์ตูนตาหวาน แต่ความน่ารักของมันก็ชวนให้ยิ้ม แถมเผลอน้ำตาคลออยู่ดีแหละ

.


Meet the Fokkens
(Gabrielle Provaas Rob Schroder, Netherlands) A+++++
สารคดีเกี่ยวกับสองป้าฝาแฝด Louise กับ Martine วัย 69 ที่ทำงานเป็นโสเภณี
ไม่โศก ไม่เศร้า ไม่ฟูมฟาย ไม่เรียกร้อง ไม่ขอความเห็นใจใดๆ ทั้งสิ้น
แค่นำเสนอภาพชีวิตประจำวันของคุณป้าทั้งสอง ที่นั่งกินข้าวด้วย บีบวิปครีมกินแบบสะใจ
จูงมือกันไปทะเล นั่งอ่านหนังสือริมหาด เกาคางหมา
ส่วนตอนทำงาน ก็พาไปดูว่าคุณป้าเรียกแขกยังไง treat ลูกค้ายังไง
(ซึ่งบางทีมันตลกมาก จนเราสงสัยว่า นี่ลูกค้าเค้าจะเอาแบบนี้จริงๆ ใช่มะ)
ฟินที่สุดคือตอนดูงานอดิเรกยามว่างของป้าๆ ที่นั่งวาดรูปบนผ้าใบอันใหญ่ๆ
และมันก็เป็นรูปที่ไม่ไก่กา แถมป้าๆ ยังเอาไปจัดนิทรรศการด้วยล่ะ

.


All We Ever Wanted
(Sarah Mathilde Domogala, Netherlands) A+++++
ทะลวงวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณสุดๆ
มันเป็นสารดคีที่ไปคุยกับคนวัย 24-29 ที่เป็นที่ยอมรับแล้ว บางคนก็ประสบความสำเร็จตั้งแต่สมัยเรียน
หลายคนเป็นอนิเมเตอร์ เป็นช่างภาพ เป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ เป็นกราฟิกดีไซเนอร์
ทำงานที่คนรุ่นเรามองว่า ‘เก๋’ ดูมีวิถีชีวิตที่โพสต์ลง social network แล้วต้องได้ like ระรัวแน่ๆ
แต่คนเก๋ๆ ก็เหล่านั้นก็มีข้างในป่วยๆ
ตอนที่ถูกถามว่ากลัวอะไรมากที่สุด มีคนนึงตอบว่า ‘กลัวคนอื่นจะรู้ว่า แท้จริงแล้วฉันไม่เก่งอะไรเลย’
โอย… ให้ตายเหอะ นี่มันเป็นหนังที่ทำมาเพื่อคนรุ่นเราจริงๆ
เราทุกคนล้วนเป็นสัตว์บาดเจ็บจริงๆ นั่นแหละ (ขโมยประโยคนี้มาจากแม่หวาย)

.


Laurence Anyway
(Xavier Dolan, Canada-France) A+++++++++++++++++++++++
กลายเป็นว่าชอบเรื่องนี้ที่สุดในเทศกาลนี้
มันเป็นหนังรักที่ก้าวข้ามทุกสิ่งทุกอย่างไปหมดแล้ว กำแพงเรื่องเพศพังทลายหมด
162 นาทีไม่นานเลยที่จะให้เห็นพัฒนาการความสัมพันธ์ของ Laurence กับ Fred ที่เดี๋ยวติดเดี๋ยวดับ
ในขณะที่เราเข้าใจความต้องการอยากเป็นผู้หญิงของ Laurence
เราก็เข้าใจความอึดอัดของ Fred ที่ต้องรับมือกับสายตาจากคนรอบข้างที่แฟนตัวเองจู่ๆ ก็กลายเป็นผู้หญิงไปแล้ว
ถึงมันจะปุปะขาดๆ เกินๆ แบบนั้น แต่เรารู้สึกได้เลยว่า
ความรู้สึกที่ Laurence มีต่อ Fred นี่มันงดงามโคตรๆ (ใช่ ต้องใช้คำว่า งดงาม เลยล่ะ)
ภาพในหนังสวยมาก แค่ฉากสูบบุหรี่แล้วควันลอยขึ้นมายังสวยเลย, ฉากใบไม้ปลิว, ฉากเดินถนนแล้วโค้ตปลิว
ฉากอ่านหนังสือแล้วจู่ๆ น้ำก็เทท่วมห้อง, ฉากแนะนำตัวตระกูล Rosy ที่แทบอยากลุกขึ้นปรบมือ
วี้ดสุดคือฉากที่ผีเสื้อบินออกมาจากปาก Laurence มันเป็นวินาทีสั้นๆ แต่ติดตามาถึงตอนนี้เลย
แพ้หนังประเภทที่เอาจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์มาเป็นฉากจบด้วย
พอคำพูดว่า ‘But Laurence anyway’ ขึ้นมานี่ แทบจะเรียกได้ว่า ตายไปเลย
เคยทึ่งผกก. คนนี้จากเรียก I Killed My Mother มาแล้ว แต่เรื่องนี้นี่มันสุดยอดกว่าอีก
(อิจฉาอ่ะ ทำไมเก่งแบบนี้วะ อายุเท่าเรา เกิดวันเดือนปีเดียวกันแท้ๆ)

.


Barbie
(Lee Sang Woo, South Korea) A-
วงเวียนชีวิตมาเลย พ่อเป็นออทิสติก น้าเป็นแยงกี้
น้องสาวป่วยกระเสาะประแสะ แต่แจ๊ดแจ๋ ชอบแต่งหน้าทาปาก แต่งตัวสวย การงานไม่ทำ
พี่สาวผอมกะหร่อง ขยันทำงานบ้าน ทำงานพิเศษ เป็นเด็กดีสูดกู่
จนมีพ่อลูกอเมริกันมาขอเป็นพ่ออุปถัมภ์ พาคนพี่สาวไปอยู่อเมริกา
คนพี่ปฏิเสธเพราะต้องเลี้ยงดูครอบครัว แต่คนน้องอยากไปแทน เพราะเธอชอบอเมริกาและบาร์บี้มากๆ
(และเชื่อว่า อเมริกาเป็นที่ที่จะทำให้ชีวิตเธอดีกว่าอยู่ในบ้านโทรมๆ แน่)
พล็อตมันจะเป็นละครอยู่แล้วใช่มั้ย แต่ตอนท้ายหนังมันก็เฉลยว่าตาลุงเมกันนั้นจะมารับเด็กคนนั้นไปเพราะอะไร
ทีนี้ก็ตั้งตัวไม่ถูก จากที่เคยเกลียดความแจ๊ดแจ๋ของคนน้อง ความรู้สึกมันพลิกกลับเลย
เล่นกับความรู้สึก/ศีลธรรม/จริยธรรมคนดู แล้วก็มีหลายส่วนเลยที่ทำให้นึกถึง My Sisiter’s Keeper ของ Jodi Picoult

Advertisements

7 Responses

Subscribe to comments with RSS.

  1. kaninnit said, on พฤศจิกายน 26, 2012 at 10:09 pm

    อยากดู all we ever wanted จัง

  2. mangomoment said, on พฤศจิกายน 27, 2012 at 10:23 am

    ดูแล้วมันจะรู้สึก 2 อย่างล่ะพี่ตู้
    อย่างแรกคือ ห่อเหี่ยวไปเลย นี่ตูจะสู้เพื่ออะไร
    กับอีกอย่างคือ ตรงกันข้ามเลย ในเมื่อทุกคนป่วย ตัวเราเองก็ป่วย งั้นก็รับมือกับความป่วยให้ดีที่สุดละกัน

  3. kaninnit said, on พฤศจิกายน 27, 2012 at 10:37 am

    ที่อยากดูเพราะมันเป็นสารคดีนี่แหละ เอาประสบการณ์ของคนจริงๆ มาให้เราได้เรียนรู้ เพราะสารคดี คนค้นฅน คงไม่ไปสัมภาษณ์คนกลุ่มนี้ 555

  4. mangomoment said, on พฤศจิกายน 27, 2012 at 11:08 am

    เอ.. รึเราจะลองยุให้ คนค้นคน ทำมั่งดีมั้ย 555
    บางทีก็อยากรู้นะว่า คนรุ่นเดียวกับเราในประเทศเดียวกันเนี่ย เค้าคิดเค้าทำอะไรอยู่ เค้าอยากไปไกลแค่ไหน
    จริงๆ แล้วการซุ่มดูเอาจากพวก social network ก็คงพอถูไถได้ แต่มันไม่ครอบคลุมพอนี่นา
    แล้วก็อย่างที่เราๆ ก็รู้กันดีว่า เวลาจะโพสต์อะไรลงในโลกออนไลน์ เราจะเลือกแต่ส่วนที่ดีที่สุดมาลงทั้งนั้น

  5. Jeabb said, on พฤศจิกายน 27, 2012 at 12:44 pm

    หลุดจากวงโคจรของหนังเทศกาลไปแล้ว….
    ที่เล่ามาทั้งหมดเคยดูไปเรื่องเดียวเอง You are the Apple of My Eye

  6. mangomoment said, on พฤศจิกายน 27, 2012 at 2:08 pm

    พี่เจี๊ยบดู You are the Apple of My Eye แล้วคิดยังไงมั่งอ่า

  7. Jeabb said, on พฤศจิกายน 28, 2012 at 11:34 am

    หนังสนุกดี
    อารมณ์แฟนฉันเวอร์ชั่นทะงึ่ง+โตกว่า
    จริงๆ ชอบหนังนะ มันมีฉากวัยหวานชวนจดจำดี อย่างฉากที่น้องว่ามา
    แต่พี่ว่ามันเลอะเทอะไปหน่อย


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: