:: mango

death, a minute

Posted in diary by mangomoment on ตุลาคม 19, 2015

ความตายดำรงอยู่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต โทรุ วาตานาเบะสรุปไว้ใกล้เคียงกันนี้

 

เราเพิ่งเรียนรู้ว่านาทีที่รู้สึกถึงแสงแวบแปลบปลาบขึ้นมาในอก ใช่เพียงเกิดขึ้นแค่ตอนตื่นเต้นดีใจเท่านั้น
แต่ยังเป็นความพ้องพานที่ไม่ได้นัดหมายถึงการเอ่ยถึงความป่วยไข้พร้อมกันของคน 4 คนที่ออฟฟิศ

สามคนพูดถึงแม่ อีกหนึ่งพูดถึงพ่อ ภายใต้เนื้อหาเดียวกันคือการพาไปตรวจ/รักษาที่โรงพยาบาล
แวบแรกเราตลกในความบังเอิญของจังหวะเวลาที่คนในครอบครัวของทั้ง 4 บ้านมีจุดมุ่งหมายในอาคารที่พื้นอาบกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อเหมือนกัน แต่วูบถัดมา เราพบว่ามันเป็นนาทีประหลาด ถึงความป่วยของพ่อ-แม่ทุกบ้านจะยังเป็นเรื่องไม่หนักหนา เรารู้ว่าการพาไป ประเดี๋ยวก็ได้กลับออกมา แต่สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับอาการเจ็บป่วยอย่างเรา แสงแปลบปลาบที่แวบเข้ามาในชั่วขณะนั้นเป็นเหมือนสัญญากระตุ้นเตือนอะไรบางอย่าง

ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ความป่วยไข้ระดับพบแพทย์กลายเป็นเรื่องธรรมดาในบทสนทนา
แทรกซึมชั่ววูบเข้ามาในช่วงที่เราเพิ่งจบเรื่องบันเทิงไปใหม่หมาด
ถ้าความตายคือภาคหนึ่งของชีวิต ความเจ็บป่วยก็เป็นซับเซ็ตของทั้ง 2 สิ่ง
ความเจ็บป่วยเหยียบยืนอยู่ 2 ข้างระหว่างระหว่างชีวิตและความตาย
เล่นกระดานหกกันว่าฝ่ายไหนจะรับน้ำหนักมากกว่าในยกนั้นๆ

 

.

แม่เคยผ่านการผ่าตัดมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ราวๆ สิ้นเดือนนี้ก็จะเป็นครั้งที่ 3
ทำไมหนที่ 3 จึงกระตุกการตระหนักรู้ถึงความเปราะบางของชีวิตได้หนักหน่วงกว่า
ความเป็นผู้ใหญ่รึเปล่าที่ทำให้เรากลัดกลุ้มกังวล หรือเพราะเราเคยรู้มาแล้วว่าการป่วยคือสัญญาณของความสูญเสีย
โชคดีที่อาการของแม่ไม่ใช่โรคเรื้อรัง เพียงผ่าตัดเท่านั้น ทุกอย่างก็จะเรียบร้อย กลับสู่ความปกติ
ไม่เหมือนโรคประจำตัวของเขาที่พาตัวตนของเขาหายลับไปจากเราตลอดกาล

 

คำแนะนำเบื้องต้นของหมอกำชับกับแม่ว่า จากนี้ไปแม่จะกินอาหารมัน อาหารทอดไม่ได้อีก
เป็นคำแนะนำที่ตลกมาก, เราคิด เพราะ 4 คนในบ้าน แม่เป็นคนที่เกลียดอาหารทอดที่สุด
แต่ลึกๆ เรารู้ดีว่า อาหารก็มีน้ำหนักมากพอที่จะเป็นสาเหตุได้ ในเมื่อลูกๆ ไม่อยู่บ้าน ส่วนพ่อก็ทำงานคนละเวลากับแม่ การเข้าครัวเพื่อทำมื้อเย็นกินเองคนเดียวคงเป็นเรื่องยุ่งยาก ชวนขี้เกียจ เงียบเหงาเกินไปที่จะนั่งอยู่ท่ามกลางกับข้าวมากมายบนผ้าปูโต๊ะสีเขียวที่แต่ก่อนมีทุกคนนั่งประจำตำแหน่งพร้อมหน้า ทางออกง่ายๆ ของแม่คือการซื้อกับข้างปรุงเสร็จในตลาดที่ต่อให้เป็นเจ้าประจำก็อาจไม่รู้อยู่ดีว่าเค้าใช้น้ำมันที่มีจุดหลอมเหลวเหมาะกับกระบวนการผัด-ทอดรึเปล่า เราเมินเฉย เลือกเพียงจากหน้าตาที่ดูน่ากิน ยกจากเตาใหม่ๆ หรือสอบถามต่อมรับรสว่าวันนี้อยากกินอะไรรสชาติแบบไหน

 

ความเจ็บป่วยหนนี้ยิ่งตอกย้ำว่าความห่างไกลมีแรงหน่วงเหนี่ยวมากกว่าระยะทาง
อาหารฝีมือแม่อร่อยมาก กินทีไรก็ไม่เคยรู้สึกว่ามันจะทำร้ายตับ ปอด กระเพาะส่วนไหนได้ แต่เรากลับไปกินข้าวกับแม่ทุกวันไม่ได้ 8ลินิกหรือโรงพยาบาลก็นั่งรถไปจากบ้านไม่ไกลนักเลย แต่เราจากกรุงเทพฯ ไปอยู่เป็นเพื่อนแม่ไม่ทันในคืนที่แม่ต้องนอนโรงพยาบาล การโทรศัพท์หาได้เพียงแค่ทางเดียวโอบอุ้มความอุ่นใจไม่ได้แม้แต่ส่วนเสี้ยวเดียว เรายังไม่กล้าคิดว่านี่เป็นการนับถอยหลังแบบไหน แบบที่เราควรคิดถึงการกลับไปอยู่บ้าน หรือคิดถึงการซื้อห้องคอนโดเพิ่ม เพื่อให้แม่แวะมาอยู่ด้วยนานๆ

green tablecloth
photo credit: Sandra Regina Kuwartowski

 

ความเจ็บป่วยเดินมาเคาะประตู คืบคลานเข้ามาในห้องรับแขกช้าๆ
ความเจ็บป่วยเป็นแขกที่ยากจะวางใจ ไม่มีทางรู้ว่าต้องดูแลระดับไหน
มากน้อยเท่าไหร่จึงจะรั้งรอไม่ให้พาคนที่เรารักออกไปด้วยได้
แต่อย่างน้อยเขายังมีมารยาทมากพอจะส่งสัญญาณ
เกมกระดานหกหนนี้น้ำหนักยังไม่ลงอีกด้าน
และไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เกมหนหน้าจะเริ่มขึ้น
เราหวังให้ความเจ็บป่วยเป็นฝ่ายชนะ
…หนแล้ว หนเล่า

Advertisements

2 Responses

Subscribe to comments with RSS.

  1. kaninnit said, on ตุลาคม 19, 2015 at 10:20 pm

    ถ้าไม่ได้เจอกับตัวเอง ก็ยากที่จะตระหนักถึงมันนะ…

  2. mangomoment said, on ตุลาคม 20, 2015 at 4:55 pm

    [พยักหน้าหงึกๆ] เป็นเรื่องที่เจอกี่ครั้งก็ยากจะชินค่ะ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: