:: mango

indian dishes : อิ่มหมีอินเดีย

Posted in delicious, diary by mangomoment on เมษายน 29, 2014

DSCF6706

คำเตือนนานาถึงกลิ่นฉุน-รสเลี่ยนของอาหารอินเดียกลายเป็นหมันตั้งแต่มื้อแรกยันมื้อสุดท้าย
เราลองกันตั้งแต่ร้านห้องแถว ภัตตาคาร ห้องอาหารในโรงแรม ร้านหรูบน roof top ที่มีกลิ่นฉี่เป็นกิมมิก ร้านที่คนพื้นถิ่นแวะมาฝากท้อง ไปจนถึงร้านยอดฮิตคนแยะเหมือนแย่งกันเล่นเก้าอี้ดนตรี ขาดแค่ร้านข้างทางที่ยังใจไม่กล้าพอ แต่ทุกจานที่พาเข้าปากปรนเปรอลิ้น ไม่มีมื้อไหนต้องเบ้ปากใส่สักที (ออกจะอิ่มหมีและอ้วนพีด้วยซ้ำ)

ถึงตอนนี้ก็ยังแยกไม่ออก จำไม่ค่อยได้ว่าแต่ละแกงหรือแป้งแต่ละแบบต่างกันยังไง
แต่ที่ขึ้นใจสุดคือ paneer (cottage cheese) เมนูไหนมีคำนี้ เราไม่เคยมองข้าม
เรียกได้ว่า paneer เป็นทูตสันถวไมตรีที่ควรชูเชิดไม่ต่างจากแก๊งเครื่องเทศ
ส่วนแป้งแบบที่รักมากคือ papad แป้งบางกรอบ จี่ไฟอ่อน หน้าตาเป็นแฝดข้าวเกรียบว่าว
ที่ชอบรองลงมาคือ paratha แป้งโฮลวีตหนานุ่มระดับเดียวกับโรตี ของบางร้านจะทาชีส โยเกิร์ต หรือสอดไส้มันฝรั่งไว้ตรงเลเยอร์ชั้นกลางด้วย และแกงที่เลอเลิศจนขอมอบรางวัลช้อนทองให้คือ lal maan แกงเนื้อแพะ/แกะข้นคลั่ก เสริมความมันด้วยถั่วชิกพี เอา naan ปาดเนื้อแกงป้าบๆ เข้ากันดีนักแล

ใครเป็นมังสวิรัติ มาอยู่อินเดียคือความเปรมปรีดิ์เป็นที่ยิ่ง
แต่ออกจะเป็นมังสวิรัติสายอวบเล็กน้อย เน้นถั่ว แป้ง มันฝรั่ง ชีส
8 วันผ่านไป เส้นแกน x ของสมาชิกทั้งสี่จึงขยายตัวตามระเบียบนะจ๊ะ

DSCF6676 DSCF6603

DSCF6502

 

การหมุนตัวอย่างแข็งของแมงโก้

Posted in diary by mangomoment on เมษายน 3, 2014

“ฤดูใบไม้ผลิของปีที่เขาอายุครบ 35 เขาแน่ใจว่าตัวเองได้ผ่านจุดกลับตัวของชีวิตมาแล้ว”

นั่นล่ะ สิ่งที่ตัวละครในเรื่อง ‘ริมสระ’ ของมูราคามิคิด
ถ้าว่ายอยู่ในสระ 400 เมตร จุดกลับตัวก็คือครึ่งทาง 200 เมตร
ถ้าจุดกลับของ ‘เขา’ คือ 35 เท่ากับว่าช่วงชีวิตของเขาอีกครึ่งหนึ่งคือ 35 สิริรวมอายุขัยเป็น 70 พอดิบพอดี

เราไม่รู้ว่า เขาใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการเลือกให้ 35 เป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของชีวิต
รู้เพียงว่า เขาจำต้องปักหมุดหมายลงไปที่ช่วงครึ่งหนึ่งของทุกกิจกรรมที่ทำ เพื่อให้รู้ตำแหน่งแห่งที่ที่ตัวเองยืนอยู่ และเพื่อให้แน่ใจว่าจะประคองอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือไปได้ตลอดรอดฝั่ง โดยมีเลขบอกจำนวนแน่ชัดว่าจะต้องประคองสิ่งนั้นไปอีกนานเท่าใด

เราเคยคิดว่า 25 เป็นตัวเลขที่ห่างไกลเหลือแสน
แม้กระทั่งไม่กี่วันก่อนที่ระยะวนรอบของดวงอาทิตย์ในอาณาจักรส่วนตัวซึ่งกำลังจะปาดปลาย 24 ไปสู่ต้น 25 ก็ยังรู้สึกว่าเป็นระยะที่ห่างไกลกว่าตอนที่ 23 ปัดไป 24 หรือ 18 ปัดไป 19

บางฝันบอกเราว่า 25 คือเวลาที่ช่วงชีวิตของเราจะสิ้นสุด
นั่นเท่ากับว่า จุดกลับตัวของเราคือ 17ครึ่งใช่มั้ยล่ะ
ตัวเลขใกล้เคียงกับที่โทรุ วาตานาเบะบอกไว้เลยว่า ‘Only the dead stay seventeen forever’
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่คิดย้ำซ้ำแบบนั้นติดต่อกันมาหลายปี
รู้แต่ว่าเราไม่เคยคิดอยากมีชีวิตยืนยาว ไม่เคยเข้าใจนิทาน/นิยายที่ตัวละครใฝ่หาความอมตะ
ลึกๆ แล้วเราอาจจะกลัวแก่ กลัวความทุพพลภาพ กลัวพรุ่งนี้จะเลวร้ายกว่าวันนี้
ความกลัวในจิตใต้สำนึกเลยพยายามหาทางออกด้วยวิธีชุ่ยๆ ด้วยการถวิลหาความตายหนีปัญหา
ซึ่งถ้าดูความเป็นไปได้แล้ว ในร่างที่ทุกอย่างยังแข็งแรงแถมไม่ค่อยป่วยแบบนี้ 25 คงไม่ใช่จุดสิ้นสุดหรอก

เราผ่าน 25 มาแล้วเกือบ 15 วัน
เป็น 25 ที่เลื่อนลอย จากที่เคยสนุกกับทางเลือกที่มีมากมาย กลับรู้สึกว่าทางที่มีให้เลือก เดินได้นิดเดียวก็ถึงทางตันเสียแล้ว
25 จะเป็นจุดกลับตัวของเรารึเปล่านะ หรือจะเป็น 27 หรือ 30 หรือ 35
ดูท่าคงยังไม่น่าจะใช่ เพราะถ้าพลิกกลับตัวมาแล้ว ทุกอย่างไม่น่าจะยังคลุมเครือเช่นนี้

ทำไมเจ็นวายไม่มีความสุข
(คือจริงๆ ก็มีแหละ แต่มันมีอะไรกระตุกตลอด เหมือนเอาปลาหมึกใส่เครื่องรีดแล้วออกมาได้ลอนหยักไม่เท่ากันน่ะ)
เรารู้คำตอบที่แท้แหละ แต่กลัวที่จะก้มลงไปมอง แล้วเปิดอ่านเฉลยแบบละเอียด
เราอาจมาถึงจุดกลับตัวที่ไม่ได้หมายถึงอายุหรือช่วงชีวิต
แต่คือระยะที่ถึงเวลาแล้วที่จะต้องยอมปล่อยส่วนเสี้ยวที่รักมากไป แล้วกอดส่วนที่เหลือไว้ให้ดี
ไปต่อ และโตกว่านี้นะ

ลาก่อน.

 

Dallas Buyers Club

Posted in film by mangomoment on กุมภาพันธ์ 8, 2014

dallasbuyersclub1

ถึงมันจะเฝือในประเด็นเรื่องการผูกขาดยาของอย. (จนชวนให้สงสัยว่า อย. ใจร้ายเยี่ยงนี้ทุกถิ่นที่หรือไร)
ชายขอบ (ประชากรทางตอนใต้ทางอเมริกายุค 1980 ที่จัดหมวดอยู่ในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เพศที่สาม ผู้ป่วย HIV)
และการดิ้นรนเพื่อเอาชนะโรคร้าย

แต่การเฝ้ามอง รอน วู้ดรูฟ (Matthew McConaughey) เริ่มนับวันถอยหลังจากคำพิพากษาของหมอ
ชะล้างปมเกลียดเกย์ด้วยการย้อนนึกถึงต้นสายปลายเหตุที่ทำให้เขาติดไวรัสร้าย
และผูกมิตรกับเลดี้บอย เรยอง (Jered Leto) เพื่อทำธุรกิจร่วมกัน
(ซึ่ง 2 ประเด็นหลังนี้ขับเคี่ยวกันดีกับลุคคาวบอยของวู้ดรูฟและอาชีพช่างไฟฟ้าที่ภาพลักษณ์คือความ macho
แถมยังกระทุ้งกลับมาที่วิธีสู้กับโรคของวู้ดรูฟก็ช่าง macho ไม่แพ้กัน)
แล้วคลี่คลายเป็นนักบุญพเนจร คอยช่วยเหลือเพื่อนร่วมอาการเดียวกัน
ทั้งหมดนี้ก็มากพอจะช่วยให้เราเหนี่ยวยึดตัวละครนำ-ตัวละครสมทบที่สิงร่างตัวละครนั้นๆ อย่างล้ำเลิศไปได้ตลอดรอดฝั่งแล้ว

กำไรของคนที่รู้ว่าเวลาชีวิตเหลือไม่มาก อาจเป็นความบ้าบิ่นและทุ่มไม่กลัวเจ็บ
ในแง่หนึ่ง มันอาจเป็นไปเพื่อยื้อชะตาต่อชีวิต
ฉากในรถที่วู้ดรูฟอ้าปากกว้างร้องไห้ แต่ไม่มีเสียงบอกกับเราแบบนั้น
แต่ในอีกแง่หนึ่ง ความมุทะลุนั้นก็แปลงเป็นเชิงสร้างสรรค์/ช่วยเหลือ
อาจคิดไปไกล (และดูเวอร์หน่อย) ได้ถึงขั้นที่ว่า
มันคงเป็นสัญชาตญาณการอยู่รอดของมนุษย์
…อย่างน้อยถ้าฉันไม่รอด ขอให้เธอปลอดภัยแล้วกัน…

มันก็มีน้ำเน่านิดๆ ตามประสาแหละนะ
แต่เราแพ้ทางเรื่อง LGBT เรื่องจำพวกคนเล็กๆ ที่กล้าต่อกรกับองค์กรใหญ่ตลอด
บางครั้งดรามาเล็กๆ น้อยๆก็จำเป็นต่อชีวิต เพื่อให้ต่อมซาบซึ้งทำงานบ้างล่ะน่า

นี่คือม้ามืดหนังเข้าชิงออสการ์ปีนี้สำหรับเรา
ทั้ง Matthew และ Jered คู่ควรกับ Best Actor และ Best Supporting Actor แน่ๆ

เปะปะ

Posted in doodle by mangomoment on กุมภาพันธ์ 7, 2014

รวมมิตรรูปที่วาดทิ้งไว้นู่นบ้างนี่บ้าง แต่ไม่เคยเอาลงบล็อกซะที

429412_328917840494294_1289967675_n

14790_496984270354316_991908163_nกุ๊ก กุ๊ก กุ๊ก
รักจะกินไข่อร่อย
ต้องลูบหัวหัวไก่

405151_462440387142038_1563606390_n

เจอเด็กเยอะๆ แล้วใจเต้นทุกที
คาแรกเตอร์ของหนูๆ แต่ละคนนี่น่าสนใจจริงๆ
ทั้งคุณน้องเดรสสก็อตเขียวหิ้วกระเป๋าเหมือนเลดี้ตัวน้อย
น้องฝรั่งผมทองที่มีเทคนิคเดาะขนมปังก่อนโปรยให้นก
น้องผมแกละเอาดอกไม้แหย่จมูกหมา
น้องจิ๋วเดรสเหลืองพยายามเขย่งหยิบนมกล่องบนชั้นที่อยู่สู้งสูง
หนุ่มน้อยเสื้อขาวตะโกนร้องเรียก ‘มะม้า! มะม้า!’ ก้องซุปเปอร์ฯ

ฟูจิซุปเปอร์ฯ กับสวนเบญฯ นี่เป็นแหล่งรวมเด็กจริงๆ
อยากถ่ายรูปเก็บไว้ทุกคน แต่ก็เกรงใจพ่อแม่เค้า
เลยได้แต่ใช้วิธีแบบฮากุจัง คือจ้องเขม็งจำรายละเอียดชัดๆ แล้วกลืนลงคอดังเอื๊อก
เสร็จสรรพก็ค่อยดึงเมมโมรี่ออกมาวาดเก็บไว้แบบนี้แหละ

305851_250345935018152_1907750966_n

:: pee-n-poo rabbit ::
คุณกระต่ายแปลกใจ ทำไมวันนี้อึ๊ง่ายถ่ายคล่องดีจัง
แล้วหลักฐานก็ร่วงผล็อยออกมา
เพราะเมื่อวานกินแครอทมากไปนี่เอง

ตาผมเป็นต้นเชอร์รี่

Posted in books by mangomoment on กุมภาพันธ์ 7, 2014

ถึงไฮไลท์ของเรื่อง ”ตาผมเป็นต้นเชอร์รี่” จะอยู่ที่ตากับต้นเชอร์รี่ การปะทะระหว่างเมืองกับชนบทมากกว่า
แต่เราชอบส่วนที่เล่าถึงห่านอัลฟอนซีนา เพราะมันเล่าวิธีที่โตนีโน่กับคุณตารับมือกับความตาย การสูญเสียคนที่รักได้ดีเลยล่ะ

842934_512383785481031_1025756364_o

“เราไปหายายไม่ได้ แต่ยายไม่ได้ไปไหนหรอกรู้ไหม
ยายบอกว่า ยายทิ้งอัลฟอนซีนาไว้แทนที่ยาย และกำชับให้ดูแลมันให้ดี เหมือนเป็นตัวยายเอง”

“แล้วเมื่อไหร่ยายถึงจะกลับล่ะครับ”
ตายักไหล่เป็นนัยว่าไม่รู้ แล้วเดินห่างออกไป พอตากลับมาก็มีอัลฟอนซีนาอยู่ในอ้อมแขนด้วย
ตาเดินตามโลงศพไปพร้อมกับเจ้าห่านจนถึงสุสาน ทุกคนมองตา แต่ตาไม่มองใครเลย
ตาจูงมือผม และนานๆ ทีก็ก้มลงพูดอะไรพึมพำกับเจ้าอัลฟอนซีนา มันผงกหัวตอบรับตา

ในวินาทีนั้น ผมมั่นใจว่าตากำลังพูดกับยาย

.

.

858933_512384965480913_1676047300_o

ครั้งหนึ่งผมบอกแม่ว่า ตามความเห็นของผมแล้ว ยายไม่ได้ตาย แค่แปลงร่างไปเท่านั้น
“แปลงร่างอย่างนั้นเหรอ” แม่ถามเสียงแปลกๆ “แปลงเป็นอะไร”
“เป็นห่านเหมือนอัลฟอนซีนาไงฮะ”
“นี่ใครเป็นคนบอกเรื่องอะไรแบบนี้”
“ไม่มีใครบอกหรอกฮะ แต่ว่าถ้ายายชอบห่านมากๆ แล้วทำไมยายถึงจะแปลงเป็นห่านไม่ได้ล่ะฮะ”

หลังการถกเถียงอันยาวนาน ผมกลับเชื่อว่า ถ้าคนเราไม่ตาย ตราบใดที่คนหนึ่งยังรักเรา ดังที่ตาเคยพูดไว้
เนื่องจากว่าเรามองไม่เห็นคนตาย ก็หมายความว่าคนตายได้แปลงร่าง
และถ้าจะแปลงร่าง ก็ต้องเลือกที่จะกลายเป็นสิ่งที่แต่ก่อนเคยชอบมากแหงๆ อยู่แล้ว
เพราะฉะนั้นยายจึงได้กลายเป็นห่านแน่ๆ

.

ตาผมเป็นต้นเชอร์รี่ (Mio Nonno era un Ciliegio)
Angela Nanetti เขียน
นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ แปล