death, a minute
ความตายดำรงอยู่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต โทรุ วาตานาเบะสรุปไว้ใกล้เคียงกันนี้
เราเพิ่งเรียนรู้ว่านาทีที่รู้สึกถึงแสงแวบแปลบปลาบขึ้นมาในอก ใช่เพียงเกิดขึ้นแค่ตอนตื่นเต้นดีใจเท่านั้น
แต่ยังเป็นความพ้องพานที่ไม่ได้นัดหมายถึงการเอ่ยถึงความป่วยไข้พร้อมกันของคน 4 คนที่ออฟฟิศ
สามคนพูดถึงแม่ อีกหนึ่งพูดถึงพ่อ ภายใต้เนื้อหาเดียวกันคือการพาไปตรวจ/รักษาที่โรงพยาบาล
แวบแรกเราตลกในความบังเอิญของจังหวะเวลาที่คนในครอบครัวของทั้ง 4 บ้านมีจุดมุ่งหมายในอาคารที่พื้นอาบกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อเหมือนกัน แต่วูบถัดมา เราพบว่ามันเป็นนาทีประหลาด ถึงความป่วยของพ่อ-แม่ทุกบ้านจะยังเป็นเรื่องไม่หนักหนา เรารู้ว่าการพาไป ประเดี๋ยวก็ได้กลับออกมา แต่สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับอาการเจ็บป่วยอย่างเรา แสงแปลบปลาบที่แวบเข้ามาในชั่วขณะนั้นเป็นเหมือนสัญญากระตุ้นเตือนอะไรบางอย่าง
ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ความป่วยไข้ระดับพบแพทย์กลายเป็นเรื่องธรรมดาในบทสนทนา
แทรกซึมชั่ววูบเข้ามาในช่วงที่เราเพิ่งจบเรื่องบันเทิงไปใหม่หมาด
ถ้าความตายคือภาคหนึ่งของชีวิต ความเจ็บป่วยก็เป็นซับเซ็ตของทั้ง 2 สิ่ง
ความเจ็บป่วยเหยียบยืนอยู่ 2 ข้างระหว่างระหว่างชีวิตและความตาย
เล่นกระดานหกกันว่าฝ่ายไหนจะรับน้ำหนักมากกว่าในยกนั้นๆ
.
แม่เคยผ่านการผ่าตัดมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ราวๆ สิ้นเดือนนี้ก็จะเป็นครั้งที่ 3
ทำไมหนที่ 3 จึงกระตุกการตระหนักรู้ถึงความเปราะบางของชีวิตได้หนักหน่วงกว่า
ความเป็นผู้ใหญ่รึเปล่าที่ทำให้เรากลัดกลุ้มกังวล หรือเพราะเราเคยรู้มาแล้วว่าการป่วยคือสัญญาณของความสูญเสีย
โชคดีที่อาการของแม่ไม่ใช่โรคเรื้อรัง เพียงผ่าตัดเท่านั้น ทุกอย่างก็จะเรียบร้อย กลับสู่ความปกติ
ไม่เหมือนโรคประจำตัวของเขาที่พาตัวตนของเขาหายลับไปจากเราตลอดกาล
คำแนะนำเบื้องต้นของหมอกำชับกับแม่ว่า จากนี้ไปแม่จะกินอาหารมัน อาหารทอดไม่ได้อีก
เป็นคำแนะนำที่ตลกมาก, เราคิด เพราะ 4 คนในบ้าน แม่เป็นคนที่เกลียดอาหารทอดที่สุด
แต่ลึกๆ เรารู้ดีว่า อาหารก็มีน้ำหนักมากพอที่จะเป็นสาเหตุได้ ในเมื่อลูกๆ ไม่อยู่บ้าน ส่วนพ่อก็ทำงานคนละเวลากับแม่ การเข้าครัวเพื่อทำมื้อเย็นกินเองคนเดียวคงเป็นเรื่องยุ่งยาก ชวนขี้เกียจ เงียบเหงาเกินไปที่จะนั่งอยู่ท่ามกลางกับข้าวมากมายบนผ้าปูโต๊ะสีเขียวที่แต่ก่อนมีทุกคนนั่งประจำตำแหน่งพร้อมหน้า ทางออกง่ายๆ ของแม่คือการซื้อกับข้างปรุงเสร็จในตลาดที่ต่อให้เป็นเจ้าประจำก็อาจไม่รู้อยู่ดีว่าเค้าใช้น้ำมันที่มีจุดหลอมเหลวเหมาะกับกระบวนการผัด-ทอดรึเปล่า เราเมินเฉย เลือกเพียงจากหน้าตาที่ดูน่ากิน ยกจากเตาใหม่ๆ หรือสอบถามต่อมรับรสว่าวันนี้อยากกินอะไรรสชาติแบบไหน
ความเจ็บป่วยหนนี้ยิ่งตอกย้ำว่าความห่างไกลมีแรงหน่วงเหนี่ยวมากกว่าระยะทาง
อาหารฝีมือแม่อร่อยมาก กินทีไรก็ไม่เคยรู้สึกว่ามันจะทำร้ายตับ ปอด กระเพาะส่วนไหนได้ แต่เรากลับไปกินข้าวกับแม่ทุกวันไม่ได้ 8ลินิกหรือโรงพยาบาลก็นั่งรถไปจากบ้านไม่ไกลนักเลย แต่เราจากกรุงเทพฯ ไปอยู่เป็นเพื่อนแม่ไม่ทันในคืนที่แม่ต้องนอนโรงพยาบาล การโทรศัพท์หาได้เพียงแค่ทางเดียวโอบอุ้มความอุ่นใจไม่ได้แม้แต่ส่วนเสี้ยวเดียว เรายังไม่กล้าคิดว่านี่เป็นการนับถอยหลังแบบไหน แบบที่เราควรคิดถึงการกลับไปอยู่บ้าน หรือคิดถึงการซื้อห้องคอนโดเพิ่ม เพื่อให้แม่แวะมาอยู่ด้วยนานๆ

photo credit: Sandra Regina Kuwartowski
ความเจ็บป่วยเดินมาเคาะประตู คืบคลานเข้ามาในห้องรับแขกช้าๆ
ความเจ็บป่วยเป็นแขกที่ยากจะวางใจ ไม่มีทางรู้ว่าต้องดูแลระดับไหน
มากน้อยเท่าไหร่จึงจะรั้งรอไม่ให้พาคนที่เรารักออกไปด้วยได้
แต่อย่างน้อยเขายังมีมารยาทมากพอจะส่งสัญญาณ
เกมกระดานหกหนนี้น้ำหนักยังไม่ลงอีกด้าน
และไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เกมหนหน้าจะเริ่มขึ้น
เราหวังให้ความเจ็บป่วยเป็นฝ่ายชนะ
…หนแล้ว หนเล่า
you left wrinkles on my bed sheet
.
.
ปรีดาเพิ่งค้นพบคำว่า internest จากอินเตอร์เน็ต
ความหมายของมันคือ กองขยุกขยุยเหมือนรังอุ่นๆ บนเตียงที่เอาไว้ซุกตัวเวลานอนเล่นอินเตอร์เน็ตทั้งวันทั้งคืน ปรีดาค้นเจอคำนี้ตอนกกไข่ในผ้าห่มนั่นแหละ มันเป็นผ้าห่มกลิ่นตุ่ยๆ ที่ต่อให้ถึงฤดูแดดจัดแบบนี้ เธอก็ตัดใจพาไปผึ่งแดดไม่ได้เสียที พิศวาสอะไรนักหนากับกลิ่นไม่ชวนดมแบบนี้ก็ไม่รู้
ปรีดาใช้ชีวิตอยู่บนเตียงได้นานขึ้น นานขึ้นทุกที
เมื่อก่อนเตียงคือที่นอนอ่านหนังสือ อ่านเช้า-อ่านกลางวัน-อ่านก่อนนอนก็ชอบนอนหงายชูหนังสือบังเงาทุกเวลา คอนโดแคบๆ ไม่มีที่ให้เดินมากนักนี่นา หลังๆ จะดูทีวี ตัดเล็บ ไดร์ผม คุยโทรศัพท์ ก็เกิดขึ้นบนเตียงทั้งนั้น มาถึงจุดเหิมเกริมกำเริบหนักก็ตอนที่เอาขนม ไข่ต้มขึ้นมานอนกระดิกเท้ากินบนเตียง โดยไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องผิดบาปหรือต้องห้ามอีกแล้ว
จนคืนนั้นในตอนฉีกซองซีอิ๊วจะราดไข่ต้ม องศากระฉอกพุ่งเลยด้านนูนๆ ของไข่แดงที่เผยอแย้มรอรับรสเค็มไปยังผ้าปูสีครีมเรียบๆ ที่รอยยับกระจายอยู่ทั่ว การกระเซ็นของซีอิ๊วทำให้เตียงที่ค่อนข้างจะรุงรังด้วยกองหนังสือและผ้าขี้เกียจพับดูพังพินาศขึ้นไปอีกระดับ ปรีดาได้ตระหนักแก่ใจแล้วว่า ผีสางกุลสตรีหรืออะไรก็ตามแต่ที่แปะยี่ห้อสุขอนามัยและนิสัยที่ดีได้ลงโทษเธอด้วยการเพิ่มภาระกลางดึกกลางดื่น แทนที่จะได้นอนขลุกรับวันหยุดสมใจ ปรีดาจำต้องทึ้งผ้าปูออก แช่ผ้าในกะละมังใบโต…
ปรีดากำลังจะซักผ้าอีกแล้ว
ไม่ดีเลย ปรีดาไม่ได้อยากซักผ้าตากลมกลางคืนเสียหน่อย
งั้นเราจะแก้ใหม่
เป็น
…
…
…
.
.
เราเพิ่งรู้จักคำว่า internest เมื่อคืนก่อน
ความหมายของมันคือ กองขยุกขยุยเหมือนรังอุ่นๆ บนเตียงที่เอาไว้ซุกตัวเวลานอนเล่นอินเตอร์เน็ตทั้งวันทั้งคืน เราค้นเจอคำนี้ตอนกกไข่ในผ้าห่มนั่นแหละ มันเป็นผ้าห่มกลิ่นตุ่ยๆ ที่ต่อให้ถึงฤดูแดดจัดแบบนี้ เราก็ตัดใจพาไปผึ่งแดดไม่ได้เสียที พิศวาสอะไรนักหนากับกลิ่นไม่ชวนดมแบบนี้ก็ไม่รู้
เราใช้ชีวิตอยู่บนเตียงได้นานขึ้น นานขึ้นทุกที
เมื่อก่อนเตียงคือที่นอนอ่านหนังสือ อ่านเช้า-อ่านกลางวัน-อ่านก่อนนอนก็ชอบนอนหงายชูหนังสือบังเงาทุกเวลา คอนโดแคบๆ ไม่มีที่ให้เดินมากนักนี่นา หลังๆ จะดูทีวี ตัดเล็บ ไดร์ผม คุยโทรศัพท์ ก็เกิดขึ้นบนเตียงทั้งนั้น มาถึงจุดเหิมเกริมกำเริบหนักก็ตอนที่เอาขนม ไข่ต้มขึ้นมานอนกระดิกเท้ากินบนเตียง โดยไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องผิดบาปหรือต้องห้ามอีกแล้ว
อานุภาพของเตียงเริ่มดึงไม่ให้เราอยากออกไปไหน วันหยุดทีไรก็คิดแค่ว่า ดีจังนะ จะได้นอนขดตัวบนเตียงแบบไม่สนใจเวลา
ถ้าไม่มีหนังน่าสนใจ หรือถ้าไม่ได้นัดเจอใคร ก็คงจะใส่เรื่องบันทึกประจำวันได้แค่ว่า ‘วันนี้เรื่อยเปื่อยอยู่บนเตียงอีกละ’ เท่านี้ จบ.
นอกจากหลับ นอนอ่านหนังสือ กิจกรรมบนเตียงท็อปฮิตติดอันดับ 3 คือการนอนแผ่คิดโน่นนี่เรื่อยเปื่อยนี่ล่ะ
คิดถึงงานค้างๆ พรุ่งนี้ต้องส่งเมล์หาใคร ต้องตามเรื่องอะไรอีกมั้ย
คิดว่าเราไม่ใช่คนประสานงานที่ดีใช่มั้ย ทำยังไงให้กระตือรือร้นกว่านี้ หรือควรจะเลิกดีมั้ย
คิดว่าทำไมเราถึงเกือบลืมว่ามันเป็นวันครบรอบวันที่เขาไม่อยู่
คิดไปถึงอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้าหรือตอนสิ้นเดือน คิดว่าถ้ามีเพื่อนสนิทสักคนนอนข้างๆ เราคงเมาธ์กันสนุกปากแน่ๆ
การนอนแซ่วอยู่บนเตียง คิดโน่นนี่สะระตะ มันเป็นเรื่องที่ดีมั้ย
มนุษย์ควรระบายออกกับใคร หรือถ้าถ้วนถี่ว่ายังไงก็ไร้สาระ ก็ไม่ควรกล้ำกรายออกไปรึเปล่า
ไม่ดีเลย เราไม่ได้อยากเขียนบันทึกแบบนี้ แบบที่อีก 3 เดือนข้างหน้ามาอ่านก็คงคิดว่า เพ้อเจ้ออะไรของเธอ
งั้นเราจะแก้ใหม่
เป็น
…
…
…
dead leaves are gathering
ถ้าเธอถามเราว่าใบไม้จากสองป่าจะปลิวมาพบกันได้ยังไง
เริ่มแรกเราคงพาเสียงทุ้มหวนของ Yves Montabd ใน Les Feuilles Mortes ขนส่งเข้าหูซ้ายของเธอเสียก่อน
แล้วพอท่อน Les pas des amants désunis ที่ร้องซ้ำสองจบลงใหม่หมาด
เราก็จะเปิด Autumn Leaves ของ Eva Cassidy ตามต่อทันที
คงไม่ต้องรอถึงกลางเพลงหรอกมั้ง
เธอคงรู้สึกคล้ายเราว่าใบไม้ของสองเพลงนี้ร่วงอยู่ในป่าเดียวกันมากกว่า
มีคนในวัยเดียวกับเธอ/วัยไล่เลี่ยกับเธอแค่ไม่กี่คนที่เรารู้จัก
พอถึงวันนี้ของเดือนกรกฎา หรือวันที่ 7 เมษาทีไร เราอดไม่ได้ที่จะนึกถึงผู้คนในเลขวัยเหล่านั้น
นึกถึงการงาน-ริ้วรอย-รูปร่าง-ความชอบ-ตัวตนของคนเหล่านั้น เพื่อเทียบเคียงกับตัวเธอ..
ว่าถ้าเป็นเธอ จะสอดคล้องกับส่วนเสี้ยวของเขาคนไหนบ้าง
ถ้าฤดูร้อนยังไม่สิ้นสุด ใบไม้ยังแนบแน่นกับกิ่งก่อนลมพราก
เราอาจจะเกลียดกัน ทะเลาะกัน เธออาจกลายเป็นผู้ชายแบบที่เราไม่ชอบ
หรือจำนวนโปสการ์ดอาจทวีคูณ ปิกนิกเกิดขึ้นบ่อยไปจนเราเริ่มเบื่อสนามหญ้า
ความน่าจะเป็นเกิดขึ้นได้หลายทิศทาง
ไม่มีวิธีหาคำตอบที่สุดท้ายแล้วเราจะเขียน ซตพ. ไว้บรรทัดสุดท้ายได้
แต่เท่าที่ผ่านมา ‘ตอนนั้นมันก็ดีนะ’
น่าชื่นชมสมรรถภาพของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความจำ ผู้ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม
คัดแยกเอกสาร เก็บจำเฉพาะเรื่องที่ดีของเธอทั้งนั้น
แล้วการเขียนถึงเธอก็จะลงเอยไม่ต่างจากทุกปีที่เป็นมาเสมอ
ไม่ว่าคนในวัยเดียวกับเธอจะกำลังทำอะไร ใฝ่ฝันถึงสิ่งไหน หัวล้าน พุงพลุ้ย
หรือความคิดอ่านเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด
เรารู้ดีว่าไม่มีทางที่ภาพของเธอจะสอดแทรกเข้าไปในตัวตนของใครได้
เพราะเธอจะเป็นคนหนุ่มที่เป็นหนุ่มตลอดกาล
รูปร่างหน้าตาของเธอจะไม่มีวันแผกต่างไปจากวันสุดท้ายที่เราเจอกัน
เธอจะเป็นนักจดบันทึก เป็นนักเขียนจดหมาย เป็นผู้ชายโรแมนติก
เป็นคนในภาพถ่ายที่สีของใบไม้ไม่มีวันซีดจาง
เธอจะเป็นทั้งหมดเหล่านี้ในหน่วยความจำของเราเสมอ
สุขสันต์วันเกิดนะ พี่ปิ๊ก
น้ำตาลทวีป
เหตุใดแอปเปิ้ลทั้งหมดในน้ำหนักครึ่งกิโลนั้นจึงช้ำใน นี่คือปริศนาที่แม่บ้านจากทางบ้านท่านหนึ่งสงสัย
เหตุเกิดเย็นนั้น เมื่อแม่บ้านผ่าครึ่งผลแอปเปิ้ลออกมาเป็นรูปไต เผยโฉมรอยช้ำสีน้ำตาลคล้ำขยับขยาย คล้ายรูปร่างทวีปหนึ่งที่แม่บ้านปักหมุดหมายใจใฝ่ถึง
แอปเปิ้ลเชื่อมโยงต่อไปยังประเทศหนึ่งในทวีปนั้นได้อย่างไร ภาพผลเบอร์รี่และรสหวานล้ำในจินตนาการเกิดขึ้นได้เช่นไร แม่บ้านยังไม่เฉลยใจ จึงคว้าอีกซีกประกบหวังคลีคลายปริศนา ทว่า เปลือกแดงก่ำซ้ำยวนใจแม่บ้าน ชั่วพริบตาเธอคว้าขึ้นกัดกร้วม เลือดออกตามไรฟันย้อมนอก-ในแอปเปิ้ลแดงฉาน มือแม่บ้านรีบคลี่ซีกแอปเปิ้ลรูปไตระริกรัว
ราวกับไม่เคยมีอยู่, รอยช้ำน้ำตาลทวีปเร้นลับสาบสูญสิ้น
IndiaCine : ราชมันดีร์ มันส์ดี
เพราะเรามาถึงเมือง Jaipur กันตอนบ่ายแก่ จะตามเก็บที่เที่ยวก็คงไม่ทันแล้ว เพราะส่วนใหญ่ปิดกันตอน 4 โมง เลยตกลงใจกันว่าไปเดินตลาด ตามหาลาซซี่ และกินหรูที่ร้าน Niros จบภารกิจราว 6 โมงเย็น หลังจากนั้นโปรแกรมยังหลวมโพรก แล้วใครสักคนก็เสนอขึ้นว่า ‘ดูหนังกันมั้ยล่ะ’ จุดหมายค่ำนั้นเลยอยู่ที่ Raj Mandir โรงหนังประจำเมืองไจเปอร์
box office ของที่นี่ไม่ซับซ้อน วันที่เราไปมีหนังอินเดียเรื่อง “2 States” เข้าอยู่เรื่องเดียว เลยไม่ต้องตัดช้อยส์ให้ยุ่งยาก
แต่ขึ้นชื่อว่าอินเดียย่อมไม่มีอะไรธรรมดา ซึ่งอินเดียนชนก็ไม่ทำให้เราผิดหวังด้วยความเซอร์ไพรส์ดังต่อไปนี้ :
ช่วงซื้อตั๋ว
– หนังรอบ 21.30 น. เปิดขายตั๋ว 21.00 น. ซึ่งอินเดียนชนมาเข้าคิวรอตั้งแต่ยังไม่สามทุ่มดี
– แถวเข้าคิวจะแยกชาย-หญิง 2 ช่องชัดเจน หนุ่มบังกลาเทศรายหนึ่งเห็นท่าทีสงสัยของพวกเรา กลัวว่าเข้าโรงแล้วต้องแยกกันนั่งชาย-หญิงด้วยรึเปล่าน้อ เลยได้รับการชี้แจงจนแจ้งใจว่า แค่แยกแถวซื้อตั๋วเท่านั้นจ้า เพื่อรักษาความปลอดภัยให้เลดี้ทั้งหลาย
– เคาน์เตอร์ขายตั๋วเปิดตรงเวลา 21.00 น. เป๊ะเด๊ะ
– โรงหนังที่นี่ระบุเลือกที่นั่งไม่ได้ เลือกได้แค่ว่าจะนั่งชั้น Emerald หรือ Diamond แล้วคนขายจะจัดที่นั่งให้เอง เราเลือกชั้น Emerald กัน เพราะราคาถูกกว่า เฉลี่ยแล้วประมาณ 65 บาทไทย ที่นั่งจะอยู่โซนด้านหลังโรง (ตรงกันข้ามกับบ้านเราที่ที่นั่งด้านหลังจะราคาแพงกว่า)
เข้าโรง
– ลองจินตนาการถึงโรงหนังท้องถิ่นในคืนวันอังคาร คนไม่น่าจะมากันครึกครื้นใช่มั้ย แต่ผิดคาดจ้า อินเดียนชนมากันครึกโครม มีทั้งแก๊งหนุ่มวัยรุ่น คู่รัก ครอบครัว แถมทุกคนยังแต่งตัวดีเป็นพิเศษ จนชวนให้เข้าใจว่า วัฒนธรรมการดูหนังโรงของคนอินเดียน่าจะไม่ต่างจากการไปดูละครเวทีเลย
– เซอร์ไพรส์ลำดับถัดมาคือ ความโอ่อ่าของโรงจ้า การตกแต่งที่มีกลิ่นอายแบบวังเปอร์เซียสมกับเป็นโรงหนังในแคว้นราชสถาน
– และเพราะการดูหนังคือโอกาสพิเศษ จึงเห็นภาพอินเดียนชนมากมายถ่ายรูปกันระนาวราวกับนี่คือรอบปฐมทัศน์
ระหว่างดูหนัง
– หนังพูดภาษาฮินดีล้วนๆ โชคดีที่เป็นหนังรักเข้าใจง่าย ว่าด้วยเรื่องคู่รักที่มีพื้นเพต่างรัฐ ต่างวัฒนธรรม จึงต้องปรับตัวเข้าหาครอบครัวของแต่ละฝ่ายให้ได้ และเพราะมันเป็นหนังน่ารักใสๆ นี่ล่ะ พอถึงฉากวี้ดวิ้วเมื่อไหร่ อินเดียนชนก็ตบมือ กรี๊ดกร๊าด ผิวปากแซวราวกับจะแก้เขิน ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนดูหนังกลางแปลงเลย
– หนังอินเดียทั้งที งานเต้นต้องมา ฉากวิ่งๆ จีบกันกลางทุ่งหญ้าป่าโล่งตามธรรมเนียมนิยมถูกเปลี่ยนเป็นเพลงแดนซ์มันๆ ท่าเต้นน่ารัก โลเคชั่นมหา’ลัยแทน
– เซอร์ไพรส์ทิ้งทวนคือ หนังมีพักครึ่งด้วยจ้า พลอยทำให้ได้คุยกับครอบครัวพ่อแม่ลูกที่นั่งอยู่ด้านหลังพวกเรา ทำให้เข้าใจความต่างของวัฒนธรรมเหนือ-ใต้ในอินเดียขึ้นอีกนิด (ซึ่งวันถัดๆ ไปหลังจากนั้น อ่านนสพ.ฉบับภาษาอังกฤษของอินเดีย มีการเชื่อมโยงเรื่องนี้เข้ากับการเมืองที่กำลังมีการเลือกตั้งอยู่ด้วย ยิ่งทำให้เรื่องนี้ฮอตเกินยั้งเข้าไปใหญ่) แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ดูกันจนจบ เพราะตอนพักครึ่งก็เกือบจะห้าทุ่มแล้ว กลัวกลับที่พักกันลำบาก เลยบอกลาราชมันดีร์ หวังว่าจะไปตามหาตอนจบเอาดาบหน้า
แล้วอินเดียก็เซอร์ไพรส์เราไม่สิ้นสุด เมื่อหนังเรื่องนี้กำลังจะมาเข้าฉายแบบจำกัดโรงในไทยเร็วๆ นี้แล้วจ้า
เพลงสนุกมาก ใช้ประกอบเต้นแอโรบิกตอนเช้าได้ :D










2 comments