:: mango

death, a minute

Posted in diary by mangomoment on ตุลาคม 19, 2015

ความตายดำรงอยู่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต โทรุ วาตานาเบะสรุปไว้ใกล้เคียงกันนี้

 

เราเพิ่งเรียนรู้ว่านาทีที่รู้สึกถึงแสงแวบแปลบปลาบขึ้นมาในอก ใช่เพียงเกิดขึ้นแค่ตอนตื่นเต้นดีใจเท่านั้น
แต่ยังเป็นความพ้องพานที่ไม่ได้นัดหมายถึงการเอ่ยถึงความป่วยไข้พร้อมกันของคน 4 คนที่ออฟฟิศ

สามคนพูดถึงแม่ อีกหนึ่งพูดถึงพ่อ ภายใต้เนื้อหาเดียวกันคือการพาไปตรวจ/รักษาที่โรงพยาบาล
แวบแรกเราตลกในความบังเอิญของจังหวะเวลาที่คนในครอบครัวของทั้ง 4 บ้านมีจุดมุ่งหมายในอาคารที่พื้นอาบกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อเหมือนกัน แต่วูบถัดมา เราพบว่ามันเป็นนาทีประหลาด ถึงความป่วยของพ่อ-แม่ทุกบ้านจะยังเป็นเรื่องไม่หนักหนา เรารู้ว่าการพาไป ประเดี๋ยวก็ได้กลับออกมา แต่สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับอาการเจ็บป่วยอย่างเรา แสงแปลบปลาบที่แวบเข้ามาในชั่วขณะนั้นเป็นเหมือนสัญญากระตุ้นเตือนอะไรบางอย่าง

ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ความป่วยไข้ระดับพบแพทย์กลายเป็นเรื่องธรรมดาในบทสนทนา
แทรกซึมชั่ววูบเข้ามาในช่วงที่เราเพิ่งจบเรื่องบันเทิงไปใหม่หมาด
ถ้าความตายคือภาคหนึ่งของชีวิต ความเจ็บป่วยก็เป็นซับเซ็ตของทั้ง 2 สิ่ง
ความเจ็บป่วยเหยียบยืนอยู่ 2 ข้างระหว่างระหว่างชีวิตและความตาย
เล่นกระดานหกกันว่าฝ่ายไหนจะรับน้ำหนักมากกว่าในยกนั้นๆ

 

.

แม่เคยผ่านการผ่าตัดมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ราวๆ สิ้นเดือนนี้ก็จะเป็นครั้งที่ 3
ทำไมหนที่ 3 จึงกระตุกการตระหนักรู้ถึงความเปราะบางของชีวิตได้หนักหน่วงกว่า
ความเป็นผู้ใหญ่รึเปล่าที่ทำให้เรากลัดกลุ้มกังวล หรือเพราะเราเคยรู้มาแล้วว่าการป่วยคือสัญญาณของความสูญเสีย
โชคดีที่อาการของแม่ไม่ใช่โรคเรื้อรัง เพียงผ่าตัดเท่านั้น ทุกอย่างก็จะเรียบร้อย กลับสู่ความปกติ
ไม่เหมือนโรคประจำตัวของเขาที่พาตัวตนของเขาหายลับไปจากเราตลอดกาล

 

คำแนะนำเบื้องต้นของหมอกำชับกับแม่ว่า จากนี้ไปแม่จะกินอาหารมัน อาหารทอดไม่ได้อีก
เป็นคำแนะนำที่ตลกมาก, เราคิด เพราะ 4 คนในบ้าน แม่เป็นคนที่เกลียดอาหารทอดที่สุด
แต่ลึกๆ เรารู้ดีว่า อาหารก็มีน้ำหนักมากพอที่จะเป็นสาเหตุได้ ในเมื่อลูกๆ ไม่อยู่บ้าน ส่วนพ่อก็ทำงานคนละเวลากับแม่ การเข้าครัวเพื่อทำมื้อเย็นกินเองคนเดียวคงเป็นเรื่องยุ่งยาก ชวนขี้เกียจ เงียบเหงาเกินไปที่จะนั่งอยู่ท่ามกลางกับข้าวมากมายบนผ้าปูโต๊ะสีเขียวที่แต่ก่อนมีทุกคนนั่งประจำตำแหน่งพร้อมหน้า ทางออกง่ายๆ ของแม่คือการซื้อกับข้างปรุงเสร็จในตลาดที่ต่อให้เป็นเจ้าประจำก็อาจไม่รู้อยู่ดีว่าเค้าใช้น้ำมันที่มีจุดหลอมเหลวเหมาะกับกระบวนการผัด-ทอดรึเปล่า เราเมินเฉย เลือกเพียงจากหน้าตาที่ดูน่ากิน ยกจากเตาใหม่ๆ หรือสอบถามต่อมรับรสว่าวันนี้อยากกินอะไรรสชาติแบบไหน

 

ความเจ็บป่วยหนนี้ยิ่งตอกย้ำว่าความห่างไกลมีแรงหน่วงเหนี่ยวมากกว่าระยะทาง
อาหารฝีมือแม่อร่อยมาก กินทีไรก็ไม่เคยรู้สึกว่ามันจะทำร้ายตับ ปอด กระเพาะส่วนไหนได้ แต่เรากลับไปกินข้าวกับแม่ทุกวันไม่ได้ 8ลินิกหรือโรงพยาบาลก็นั่งรถไปจากบ้านไม่ไกลนักเลย แต่เราจากกรุงเทพฯ ไปอยู่เป็นเพื่อนแม่ไม่ทันในคืนที่แม่ต้องนอนโรงพยาบาล การโทรศัพท์หาได้เพียงแค่ทางเดียวโอบอุ้มความอุ่นใจไม่ได้แม้แต่ส่วนเสี้ยวเดียว เรายังไม่กล้าคิดว่านี่เป็นการนับถอยหลังแบบไหน แบบที่เราควรคิดถึงการกลับไปอยู่บ้าน หรือคิดถึงการซื้อห้องคอนโดเพิ่ม เพื่อให้แม่แวะมาอยู่ด้วยนานๆ

green tablecloth
photo credit: Sandra Regina Kuwartowski

 

ความเจ็บป่วยเดินมาเคาะประตู คืบคลานเข้ามาในห้องรับแขกช้าๆ
ความเจ็บป่วยเป็นแขกที่ยากจะวางใจ ไม่มีทางรู้ว่าต้องดูแลระดับไหน
มากน้อยเท่าไหร่จึงจะรั้งรอไม่ให้พาคนที่เรารักออกไปด้วยได้
แต่อย่างน้อยเขายังมีมารยาทมากพอจะส่งสัญญาณ
เกมกระดานหกหนนี้น้ำหนักยังไม่ลงอีกด้าน
และไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เกมหนหน้าจะเริ่มขึ้น
เราหวังให้ความเจ็บป่วยเป็นฝ่ายชนะ
…หนแล้ว หนเล่า

you left wrinkles on my bed sheet

Posted in my wonderland by mangomoment on เมษายน 10, 2015

wrinkle
photo credit: ismay.ozga

.

.
ปรีดาเพิ่งค้นพบคำว่า internest จากอินเตอร์เน็ต
ความหมายของมันคือ กองขยุกขยุยเหมือนรังอุ่นๆ บนเตียงที่เอาไว้ซุกตัวเวลานอนเล่นอินเตอร์เน็ตทั้งวันทั้งคืน ปรีดาค้นเจอคำนี้ตอนกกไข่ในผ้าห่มนั่นแหละ มันเป็นผ้าห่มกลิ่นตุ่ยๆ ที่ต่อให้ถึงฤดูแดดจัดแบบนี้ เธอก็ตัดใจพาไปผึ่งแดดไม่ได้เสียที พิศวาสอะไรนักหนากับกลิ่นไม่ชวนดมแบบนี้ก็ไม่รู้

ปรีดาใช้ชีวิตอยู่บนเตียงได้นานขึ้น นานขึ้นทุกที
เมื่อก่อนเตียงคือที่นอนอ่านหนังสือ อ่านเช้า-อ่านกลางวัน-อ่านก่อนนอนก็ชอบนอนหงายชูหนังสือบังเงาทุกเวลา คอนโดแคบๆ ไม่มีที่ให้เดินมากนักนี่นา หลังๆ จะดูทีวี ตัดเล็บ ไดร์ผม คุยโทรศัพท์ ก็เกิดขึ้นบนเตียงทั้งนั้น มาถึงจุดเหิมเกริมกำเริบหนักก็ตอนที่เอาขนม ไข่ต้มขึ้นมานอนกระดิกเท้ากินบนเตียง โดยไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องผิดบาปหรือต้องห้ามอีกแล้ว

จนคืนนั้นในตอนฉีกซองซีอิ๊วจะราดไข่ต้ม องศากระฉอกพุ่งเลยด้านนูนๆ ของไข่แดงที่เผยอแย้มรอรับรสเค็มไปยังผ้าปูสีครีมเรียบๆ ที่รอยยับกระจายอยู่ทั่ว การกระเซ็นของซีอิ๊วทำให้เตียงที่ค่อนข้างจะรุงรังด้วยกองหนังสือและผ้าขี้เกียจพับดูพังพินาศขึ้นไปอีกระดับ ปรีดาได้ตระหนักแก่ใจแล้วว่า ผีสางกุลสตรีหรืออะไรก็ตามแต่ที่แปะยี่ห้อสุขอนามัยและนิสัยที่ดีได้ลงโทษเธอด้วยการเพิ่มภาระกลางดึกกลางดื่น แทนที่จะได้นอนขลุกรับวันหยุดสมใจ ปรีดาจำต้องทึ้งผ้าปูออก แช่ผ้าในกะละมังใบโต…

ปรีดากำลังจะซักผ้าอีกแล้ว

ไม่ดีเลย ปรีดาไม่ได้อยากซักผ้าตากลมกลางคืนเสียหน่อย

งั้นเราจะแก้ใหม่
เป็น


.

.

เราเพิ่งรู้จักคำว่า internest เมื่อคืนก่อน
ความหมายของมันคือ กองขยุกขยุยเหมือนรังอุ่นๆ บนเตียงที่เอาไว้ซุกตัวเวลานอนเล่นอินเตอร์เน็ตทั้งวันทั้งคืน เราค้นเจอคำนี้ตอนกกไข่ในผ้าห่มนั่นแหละ มันเป็นผ้าห่มกลิ่นตุ่ยๆ ที่ต่อให้ถึงฤดูแดดจัดแบบนี้ เราก็ตัดใจพาไปผึ่งแดดไม่ได้เสียที พิศวาสอะไรนักหนากับกลิ่นไม่ชวนดมแบบนี้ก็ไม่รู้

เราใช้ชีวิตอยู่บนเตียงได้นานขึ้น นานขึ้นทุกที
เมื่อก่อนเตียงคือที่นอนอ่านหนังสือ อ่านเช้า-อ่านกลางวัน-อ่านก่อนนอนก็ชอบนอนหงายชูหนังสือบังเงาทุกเวลา คอนโดแคบๆ ไม่มีที่ให้เดินมากนักนี่นา หลังๆ จะดูทีวี ตัดเล็บ ไดร์ผม คุยโทรศัพท์ ก็เกิดขึ้นบนเตียงทั้งนั้น มาถึงจุดเหิมเกริมกำเริบหนักก็ตอนที่เอาขนม ไข่ต้มขึ้นมานอนกระดิกเท้ากินบนเตียง โดยไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องผิดบาปหรือต้องห้ามอีกแล้ว

อานุภาพของเตียงเริ่มดึงไม่ให้เราอยากออกไปไหน วันหยุดทีไรก็คิดแค่ว่า ดีจังนะ จะได้นอนขดตัวบนเตียงแบบไม่สนใจเวลา
ถ้าไม่มีหนังน่าสนใจ หรือถ้าไม่ได้นัดเจอใคร ก็คงจะใส่เรื่องบันทึกประจำวันได้แค่ว่า ‘วันนี้เรื่อยเปื่อยอยู่บนเตียงอีกละ’ เท่านี้ จบ.
นอกจากหลับ นอนอ่านหนังสือ กิจกรรมบนเตียงท็อปฮิตติดอันดับ 3 คือการนอนแผ่คิดโน่นนี่เรื่อยเปื่อยนี่ล่ะ
คิดถึงงานค้างๆ พรุ่งนี้ต้องส่งเมล์หาใคร ต้องตามเรื่องอะไรอีกมั้ย
คิดว่าเราไม่ใช่คนประสานงานที่ดีใช่มั้ย ทำยังไงให้กระตือรือร้นกว่านี้ หรือควรจะเลิกดีมั้ย
คิดว่าทำไมเราถึงเกือบลืมว่ามันเป็นวันครบรอบวันที่เขาไม่อยู่
คิดไปถึงอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้าหรือตอนสิ้นเดือน คิดว่าถ้ามีเพื่อนสนิทสักคนนอนข้างๆ เราคงเมาธ์กันสนุกปากแน่ๆ

การนอนแซ่วอยู่บนเตียง คิดโน่นนี่สะระตะ มันเป็นเรื่องที่ดีมั้ย
มนุษย์ควรระบายออกกับใคร หรือถ้าถ้วนถี่ว่ายังไงก็ไร้สาระ ก็ไม่ควรกล้ำกรายออกไปรึเปล่า
ไม่ดีเลย เราไม่ได้อยากเขียนบันทึกแบบนี้ แบบที่อีก 3 เดือนข้างหน้ามาอ่านก็คงคิดว่า เพ้อเจ้ออะไรของเธอ

งั้นเราจะแก้ใหม่
เป็น


dead leaves are gathering

Posted in diary by mangomoment on กรกฎาคม 21, 2014

ถ้าเธอถามเราว่าใบไม้จากสองป่าจะปลิวมาพบกันได้ยังไง
เริ่มแรกเราคงพาเสียงทุ้มหวนของ Yves Montabd ใน Les Feuilles Mortes ขนส่งเข้าหูซ้ายของเธอเสียก่อน
แล้วพอท่อน Les pas des amants désunis ที่ร้องซ้ำสองจบลงใหม่หมาด
เราก็จะเปิด Autumn Leaves ของ Eva Cassidy ตามต่อทันที
คงไม่ต้องรอถึงกลางเพลงหรอกมั้ง
เธอคงรู้สึกคล้ายเราว่าใบไม้ของสองเพลงนี้ร่วงอยู่ในป่าเดียวกันมากกว่า

 

มีคนในวัยเดียวกับเธอ/วัยไล่เลี่ยกับเธอแค่ไม่กี่คนที่เรารู้จัก
พอถึงวันนี้ของเดือนกรกฎา หรือวันที่ 7 เมษาทีไร เราอดไม่ได้ที่จะนึกถึงผู้คนในเลขวัยเหล่านั้น
นึกถึงการงาน-ริ้วรอย-รูปร่าง-ความชอบ-ตัวตนของคนเหล่านั้น เพื่อเทียบเคียงกับตัวเธอ..
ว่าถ้าเป็นเธอ จะสอดคล้องกับส่วนเสี้ยวของเขาคนไหนบ้าง

 

ถ้าฤดูร้อนยังไม่สิ้นสุด ใบไม้ยังแนบแน่นกับกิ่งก่อนลมพราก
เราอาจจะเกลียดกัน ทะเลาะกัน เธออาจกลายเป็นผู้ชายแบบที่เราไม่ชอบ
หรือจำนวนโปสการ์ดอาจทวีคูณ ปิกนิกเกิดขึ้นบ่อยไปจนเราเริ่มเบื่อสนามหญ้า
ความน่าจะเป็นเกิดขึ้นได้หลายทิศทาง
ไม่มีวิธีหาคำตอบที่สุดท้ายแล้วเราจะเขียน ซตพ. ไว้บรรทัดสุดท้ายได้
แต่เท่าที่ผ่านมา ‘ตอนนั้นมันก็ดีนะ’

 

น่าชื่นชมสมรรถภาพของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความจำ ผู้ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม
คัดแยกเอกสาร เก็บจำเฉพาะเรื่องที่ดีของเธอทั้งนั้น

 

แล้วการเขียนถึงเธอก็จะลงเอยไม่ต่างจากทุกปีที่เป็นมาเสมอ
ไม่ว่าคนในวัยเดียวกับเธอจะกำลังทำอะไร ใฝ่ฝันถึงสิ่งไหน หัวล้าน พุงพลุ้ย
หรือความคิดอ่านเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด
เรารู้ดีว่าไม่มีทางที่ภาพของเธอจะสอดแทรกเข้าไปในตัวตนของใครได้
เพราะเธอจะเป็นคนหนุ่มที่เป็นหนุ่มตลอดกาล
รูปร่างหน้าตาของเธอจะไม่มีวันแผกต่างไปจากวันสุดท้ายที่เราเจอกัน
เธอจะเป็นนักจดบันทึก เป็นนักเขียนจดหมาย เป็นผู้ชายโรแมนติก
เป็นคนในภาพถ่ายที่สีของใบไม้ไม่มีวันซีดจาง
เธอจะเป็นทั้งหมดเหล่านี้ในหน่วยความจำของเราเสมอ

 

สุขสันต์วันเกิดนะ พี่ปิ๊ก

 

10450152_774442269275180_6509005652006101866_n

น้ำตาลทวีป

Posted in diary by mangomoment on พฤษภาคม 13, 2014

brown

เหตุใดแอปเปิ้ลทั้งหมดในน้ำหนักครึ่งกิโลนั้นจึงช้ำใน นี่คือปริศนาที่แม่บ้านจากทางบ้านท่านหนึ่งสงสัย

เหตุเกิดเย็นนั้น เมื่อแม่บ้านผ่าครึ่งผลแอปเปิ้ลออกมาเป็นรูปไต เผยโฉมรอยช้ำสีน้ำตาลคล้ำขยับขยาย คล้ายรูปร่างทวีปหนึ่งที่แม่บ้านปักหมุดหมายใจใฝ่ถึง

แอปเปิ้ลเชื่อมโยงต่อไปยังประเทศหนึ่งในทวีปนั้นได้อย่างไร ภาพผลเบอร์รี่และรสหวานล้ำในจินตนาการเกิดขึ้นได้เช่นไร แม่บ้านยังไม่เฉลยใจ จึงคว้าอีกซีกประกบหวังคลีคลายปริศนา ทว่า เปลือกแดงก่ำซ้ำยวนใจแม่บ้าน ชั่วพริบตาเธอคว้าขึ้นกัดกร้วม เลือดออกตามไรฟันย้อมนอก-ในแอปเปิ้ลแดงฉาน มือแม่บ้านรีบคลี่ซีกแอปเปิ้ลรูปไตระริกรัว

ราวกับไม่เคยมีอยู่, รอยช้ำน้ำตาลทวีปเร้นลับสาบสูญสิ้น

IndiaCine : ราชมันดีร์ มันส์ดี

Posted in diary, film by mangomoment on เมษายน 30, 2014

DSCF6604

เพราะเรามาถึงเมือง Jaipur กันตอนบ่ายแก่ จะตามเก็บที่เที่ยวก็คงไม่ทันแล้ว เพราะส่วนใหญ่ปิดกันตอน 4 โมง เลยตกลงใจกันว่าไปเดินตลาด ตามหาลาซซี่ และกินหรูที่ร้าน Niros จบภารกิจราว 6 โมงเย็น หลังจากนั้นโปรแกรมยังหลวมโพรก แล้วใครสักคนก็เสนอขึ้นว่า ‘ดูหนังกันมั้ยล่ะ’ จุดหมายค่ำนั้นเลยอยู่ที่ Raj Mandir โรงหนังประจำเมืองไจเปอร์

box office ของที่นี่ไม่ซับซ้อน วันที่เราไปมีหนังอินเดียเรื่อง “2 States” เข้าอยู่เรื่องเดียว เลยไม่ต้องตัดช้อยส์ให้ยุ่งยาก
แต่ขึ้นชื่อว่าอินเดียย่อมไม่มีอะไรธรรมดา ซึ่งอินเดียนชนก็ไม่ทำให้เราผิดหวังด้วยความเซอร์ไพรส์ดังต่อไปนี้ :

ช่วงซื้อตั๋ว
– หนังรอบ 21.30 น. เปิดขายตั๋ว 21.00 น. ซึ่งอินเดียนชนมาเข้าคิวรอตั้งแต่ยังไม่สามทุ่มดี
– แถวเข้าคิวจะแยกชาย-หญิง 2 ช่องชัดเจน หนุ่มบังกลาเทศรายหนึ่งเห็นท่าทีสงสัยของพวกเรา กลัวว่าเข้าโรงแล้วต้องแยกกันนั่งชาย-หญิงด้วยรึเปล่าน้อ เลยได้รับการชี้แจงจนแจ้งใจว่า แค่แยกแถวซื้อตั๋วเท่านั้นจ้า เพื่อรักษาความปลอดภัยให้เลดี้ทั้งหลาย
– เคาน์เตอร์ขายตั๋วเปิดตรงเวลา 21.00 น. เป๊ะเด๊ะ
– โรงหนังที่นี่ระบุเลือกที่นั่งไม่ได้ เลือกได้แค่ว่าจะนั่งชั้น Emerald หรือ Diamond แล้วคนขายจะจัดที่นั่งให้เอง เราเลือกชั้น Emerald กัน เพราะราคาถูกกว่า เฉลี่ยแล้วประมาณ 65 บาทไทย ที่นั่งจะอยู่โซนด้านหลังโรง (ตรงกันข้ามกับบ้านเราที่ที่นั่งด้านหลังจะราคาแพงกว่า)

DSCF6610 DSCF6608 DSCF6607

เข้าโรง
– ลองจินตนาการถึงโรงหนังท้องถิ่นในคืนวันอังคาร คนไม่น่าจะมากันครึกครื้นใช่มั้ย แต่ผิดคาดจ้า อินเดียนชนมากันครึกโครม มีทั้งแก๊งหนุ่มวัยรุ่น คู่รัก ครอบครัว แถมทุกคนยังแต่งตัวดีเป็นพิเศษ จนชวนให้เข้าใจว่า วัฒนธรรมการดูหนังโรงของคนอินเดียน่าจะไม่ต่างจากการไปดูละครเวทีเลย
– เซอร์ไพรส์ลำดับถัดมาคือ ความโอ่อ่าของโรงจ้า การตกแต่งที่มีกลิ่นอายแบบวังเปอร์เซียสมกับเป็นโรงหนังในแคว้นราชสถาน
– และเพราะการดูหนังคือโอกาสพิเศษ จึงเห็นภาพอินเดียนชนมากมายถ่ายรูปกันระนาวราวกับนี่คือรอบปฐมทัศน์

DSCF6616 DSCF6614 DSCF6612

ระหว่างดูหนัง
– หนังพูดภาษาฮินดีล้วนๆ โชคดีที่เป็นหนังรักเข้าใจง่าย ว่าด้วยเรื่องคู่รักที่มีพื้นเพต่างรัฐ ต่างวัฒนธรรม จึงต้องปรับตัวเข้าหาครอบครัวของแต่ละฝ่ายให้ได้ และเพราะมันเป็นหนังน่ารักใสๆ นี่ล่ะ พอถึงฉากวี้ดวิ้วเมื่อไหร่ อินเดียนชนก็ตบมือ กรี๊ดกร๊าด ผิวปากแซวราวกับจะแก้เขิน ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนดูหนังกลางแปลงเลย
– หนังอินเดียทั้งที งานเต้นต้องมา ฉากวิ่งๆ จีบกันกลางทุ่งหญ้าป่าโล่งตามธรรมเนียมนิยมถูกเปลี่ยนเป็นเพลงแดนซ์มันๆ ท่าเต้นน่ารัก โลเคชั่นมหา’ลัยแทน
– เซอร์ไพรส์ทิ้งทวนคือ หนังมีพักครึ่งด้วยจ้า พลอยทำให้ได้คุยกับครอบครัวพ่อแม่ลูกที่นั่งอยู่ด้านหลังพวกเรา ทำให้เข้าใจความต่างของวัฒนธรรมเหนือ-ใต้ในอินเดียขึ้นอีกนิด (ซึ่งวันถัดๆ ไปหลังจากนั้น อ่านนสพ.ฉบับภาษาอังกฤษของอินเดีย มีการเชื่อมโยงเรื่องนี้เข้ากับการเมืองที่กำลังมีการเลือกตั้งอยู่ด้วย ยิ่งทำให้เรื่องนี้ฮอตเกินยั้งเข้าไปใหญ่) แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ดูกันจนจบ เพราะตอนพักครึ่งก็เกือบจะห้าทุ่มแล้ว กลัวกลับที่พักกันลำบาก เลยบอกลาราชมันดีร์ หวังว่าจะไปตามหาตอนจบเอาดาบหน้า

แล้วอินเดียก็เซอร์ไพรส์เราไม่สิ้นสุด เมื่อหนังเรื่องนี้กำลังจะมาเข้าฉายแบบจำกัดโรงในไทยเร็วๆ นี้แล้วจ้า
เพลงสนุกมาก ใช้ประกอบเต้นแอโรบิกตอนเช้าได้ :D